งบ 20 ล.! ศอ.บต. ดัน NGO-เครือข่ายผู้เห็นต่าง ร่วมแก้วิกฤตใต้

   

      โฟกัส ‘ยาเสพติด-ยุติธรรมสมานฉันท์’ ดึงอดีตผู้ต้องขังคืนชุมชน

      ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เดินหน้าใช้กลไก ‘ภาคประชาสังคม’ และ ‘เครือข่ายเยาวชน’ เป็นหุ้นส่วนหลักในการแก้ไขปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดกรอบงบประมาณปี 2569 พร้อมกำหนด ‘จุดเน้น 4 ด้านวิกฤต’ ด้านรองเลขาธิการ ศอ.บต. ย้ำชัด เป็นความต้องการที่เกิดขึ้นจากพื้นที่ ขณะที่องค์กรศาสนาและอดีตผู้ต้องขังคดีความมั่นคงขานรับ ชี้เป็นเรื่องดีที่ให้ชาวบ้านรู้ปัญหาลงมือทำเอง
ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) โดยกลุ่มงานส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมฯ จัดประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ “กรอบแนวทางในการขับเคลื่อนงานของภาคองค์กรประชาสังคม ปีงบประมาณ 2569” ณ ห้องประชุมพญาตานี โรงแรมเซาท์เทิร์น วิว ปัตตานี โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม 500 คน เมื่อวันพุธที่ 10 ธันวาคม 2568 โดย นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. เป็นประธานเปิดการประชุมและอภิปรายพิเศษ หัวข้อ “จุดเปลี่ยนชายแดนใต้ กับบทบาทภาคประชาสังคม” พร้อมมีการบรรยายเกี่ยวกับ “แผนส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาชน ทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะ 4 ปี พ.ศ. 2567 – 2570” และการชี้แจงเกี่ยวกับการเบิกจ่ายงบประมาณ งบอุดหนุน
ศอ.บต. หนุนกลไกภาคประชาสังคม-เยาวชน เป็นหุ้นส่วนหลักการขับเคลื่อนงานในปีงบประมาณ 2569 มุ่งเน้นการใช้กลไกภาคประชาสังคมและเครือข่ายเยาวชนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) โดยมีแนวทางหลัก 2 ส่วน คือขับเคลื่อนโครงการตามวัตถุประสงค์การจัดตั้งองค์กร โครงการต้องสอดคล้องกับ 7 มิติสำคัญ ได้แก่ด้านเศรษฐกิจสังคมการศึกษาและทรัพยากรมนุษย์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติฯการอำนวยความยุติธรรมการเยียวยาการพัฒนาสังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็งขับเคลื่อนงานร่วมกับภาครัฐในมิติต่างๆ เช่น การสร้างความเข้าใจในการวางแนวทางการทำงานร่วมกัน และการพัฒนาศักยภาพองค์กรภาคประชาสังคม
ศอ.บต. ได้กำหนด “ประเด็นยุทธศาสตร์” ที่ต้องการผลักดัน ได้แก่การบริหารจัดการภาคประชาสังคม กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานให้มีความต่อเนื่อง และใช้องค์ความรู้จากสถาบันการศึกษาและเทคโนโลยีสนับสนุนพัฒนศักยภาพภาคประชาสังคม สร้างความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐกับภาคประชาสังคมที่มีอุดมการณ์พัฒนาและเพิ่มบทบาทเยาวชน พัฒนากลุ่มเยาวชนให้เป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่มีบทบาทขับเคลื่อนงานในพื้นที่เพิ่มขึ้น
หรับโครงการที่ดำเนินการตาม “จุดเน้น 4 ด้าน” ที่ถือเป็นประเด็นวิกฤตและเร่งด่วนในพื้นที่ องค์กรภาคประชาสังคมหรือเครือข่ายเยาวชนจะได้รับ “เงื่อนไขพิเศษ” คือ คะแนนพิจารณาเพิ่มเติม 5 คะแนน และงบประมาณสนับสนุนเพิ่มพิเศษจุดเน้น 4 ด้านวิกฤต ได้แก่ การแก้ไขปัญหายาเสพติด กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบฯ โดยใช้กลไกนอกเหนือภาครัฐ การสร้างความเข้าใจประชาชน ทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ศอ.บต.ได้ ตัวอย่าง ‘ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์’ เป็นการเน้นการแก้ไขปัญหาและดูแลความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งทางจิตใจ ร่างกาย ทรัพย์สิน และศักดิ์ศรี อาทิ โครงการนำผู้ต้องขังกลับสู่ชุมชน หรือ โครงการค่ายเยาวชนสร้างสันติภาพ กลุ่มเป้าหมายรวมถึงเครือข่ายผู้ร่วมพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผู้ผ่านกระบวนการยุติธรรมในคดีความมั่นคง) และได้ตัวอย่าง ‘การเยียวยา’ ที่มุ่งเน้นกระบวนการให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาผู้ได้รับผลกระทบฯ นอกเหนือการช่วยเหลือตามระเบียบของหน่วยงานภาครัฐ เช่น การเยียวยาชุมชน หรืออาสาสมัครเพื่อให้กำลังใจและติดตามอาการทางจิตใจระยะยาว
ศอ.บต. ได้กำหนดวงเงินสนับสนุน ภาคประชาสังคม 120,000 บาท และจะได้เพิ่มอีก 30,000 บาท หากทำโครงการตามที่เน้น ส่วน เครือข่ายเยาวชน จะได้รับ 30,000 บาท และได้รับเพิ่มอีก 20,000 บาท หากทำตามจุดเน้นที่กำหนด ซึ่งโครงการทั้งหมดต้องไม่มีวัตถุประสงค์หลักเกี่ยวกับการศึกษาดูงาน, การจัดซื้อครุภัณฑ์, การเดินทางไปต่างประเทศ, หรือเป็นภารกิจปกติของหน่วยงานภาครัฐหรือท้องถิ่น
นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวกับสื่อมวลชนว่า ปีนี้ ศอ.บต. ตั้งวัตถุประสงค์สำคัญคือ นำภาคประชาสังคมที่ลงทะเบียนทั้งหมดกว่า 400 องค์กร มาทำความเข้าใจเรื่องการทำงานร่วมกัน ตามแผนยุทธศาสตร์ทั้ง 7 ด้าน และจุดเน้น 4 เรื่อง คือ ยาเสพติด, ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์, การเยียวยา และการสร้างความเข้าใจ”เราก็ชวนมาคิดและออกแบบแล้วก็ชี้แจงกระบวนการสำคัญ แล้วจะมีกระบวนการกลั่นกรอง โครงการและกิจกรรมที่เสนอเข้ามา แล้วก็จะจัดสรรงบประมาณ มีอยู่ประมาณ 20 ล้านบาท ขอให้สังคมได้รับรู้และเชื่อมั่นว่า ภาคประชาสังคมที่ทำงานร่วมกับ ศอ.บต. ก็เป็นความประสงค์ที่เกิดขึ้นจากพื้นที่ แล้ว ศอ.บต. ก็จะทำให้เรื่องนั้นเป็นรูปธรรม เป็นจริงขึ้นได้ด้วยมือของพี่น้องประชาชน ซึ่งเลขาธิการ (นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร) ก็เน้นย้ำว่า ศอ.บต. เราต้องเข้าถึงปัญหาชาวบ้านด้วยความต้องการหรือปัญหาที่ชัดเจน แล้วโดยเร็วและเรียนรู้และพัฒนาต่อยอดไปด้วยกัน” นายนันทพงศ์กล่าว
พระครูโฆษิตาสุตาภรณ์ (ท่านขาว) เจ้าอาวาสวัดบูรพาราม อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าจะทำตั้งนานแล้ว เพราะหลายงานรัฐ โดย ศอ.บต. อาจจะทำงานได้ไม่เต็มร้อยในหลายๆ เรื่อง แต่ก็จะมีงานหลายอย่างที่ภาคประชาสังคมหรือคนทั่วไปเข้ามาหนุนเสริมได้ “คือมันเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว ที่ให้ชาวบ้านที่เขารู้ปัญหา ให้เขาได้ทำโดยรัฐเป็นคนสนับสนุนงบประมาณ ซึ่งการพัฒนามันมีหลายมิติ เพียงแต่ว่าบางมิติ รัฐอาจจะพัฒนาไม่ค่อยตรงเป้า ตรงใจของคนในพื้นที่สักเท่าไหร่ อันนี้เป็นเรื่องดีมากที่ทำแบบนี้” ท่านขาวกล่าว
ด้าน นายรอสดี มายามา อดีตผู้ต้องขังคดีความมั่นคง และเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากอำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า แม้ตอนนี้จะยังไม่มีชื่อองค์กร แต่กำลังพยายามรวบรวมกลุ่มผู้เห็นต่างในพื้นที่ต่างๆ เพื่อมาสร้างความเข้าใจ โดยจะมีการลงลึกเข้าไปในชุมชนแต่ละชุมชน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก ศอ.บต. ถือเป็นเรื่องที่ดี