‘ผกก.ยะหา’ ทลายกำแพงความมั่นคง ชนะใจ ‘เด็กกำพร้า ดารูกาตอง’ ถึงปอเนาะกูวิง

  ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มักถูกฉายภาพผ่านความขัดแย้งและมาตรการทางกฎหมายอันเข้มงวด ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ช่องว่าง” ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนในพื้นที่เปราะบางยังคงเป็นโจทย์หินที่แก้ไม่ตกมาหลายทศวรรษ

     ทว่าล่าสุด เกิดภาพสะท้อนมุมกลับที่น่าสนใจขึ้นในพื้นที่อำเภอยะหา จังหวัดยะลา เมื่อกลไกตำรวจโรงพักหันมาใช้ยุทธศาสตร์ “Soft Power” และ “ผลไม้ท้องถิ่น” เป็นสะพานเชื่อมใจคนในชุมชน ควบคู่ไปกับการยกย่องพลเมืองดีสร้างพลังบวกให้ท้องถิ่น

    เราจะพาไปเจาะลึกเบื้องหลังปฏิบัติการมวลชนสัมพันธ์ของ พ.ต.อ.สายูตี กาเต๊ะ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรยะหา (ผกก.สภ.ยะหา) พร้อมด้วย พ.ต.ต.มะรอพี สาและ สารวัตรป้องกันปราบปราม และทีมงานชุดปฏิบัติการชุมชนสัมพันธ์ (ตชส.) ที่ตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องแบบเต็มยศ หอบหิ้วราชาผลไม้อย่าง “ทุเรียน” ลุยเข้าปอเนาะเพื่อเปิดประตูใจผู้นำศาสนาและกลุ่มเยาวชน

      หมุดหมายสำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้คือ “สถาบันปอเนาะฮาฟิฮ ดารู กาตอง” สถานศึกษาทางศาสนาที่เป็นยิ่งกว่าโรงเรียน เพราะที่นี่คือ “บ้าน” และ “ที่พึ่งพิงสุดท้าย” ของเยาวชนผู้ด้อยโอกาส ปัจจุบันปอเนาะแห่งนี้มีนักเรียนในความดูแลจำนวน 22 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นเด็กกำพร้า เด็กด้อยโอกาส และเด็กที่มีฐานะยากจนในพื้นที่ โดยทางสถาบันได้แบกรับภาระให้ที่พักอาศัยฟรี และดูแลเรื่องอาหารการกินฟรี 100% โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

      การที่หน่วยงานรัฐมองเห็นคุณค่าและยื่นมือเข้ามาสนับสนุน จึงไม่เพียงแต่ช่วยแบ่งเบาภาระทางกายภาพ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณว่า “รัฐไม่เคยทอดทิ้งพวกเขา”

     การเดินทางเข้าพบ “บาบอ” หรือครูสอนศาสนา ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน ไม่ใช่แค่การตรวจเยี่ยมตามภารกิจความมั่นคงแบบเดิมๆ แต่เป็นการนั่งล้อมวงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับฟังปัญหาที่แท้จริงจากฐานราก ขณะเดียวกัน ภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่นำทุเรียนตามฤดูกาลมาปอกแจกจ่ายและป้อนให้เด็กกำพร้าด้วยตัวเอง กลายเป็นภาพจำใหม่ที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยากในพื้นที่ประกาศใช้กฎหมายพิเศษ

   “การที่ผู้กำกับฯ และทีมงานลงมาด้วยตัวเองแบบเป็นกันเอง นำผลไม้มาแบ่งปันให้เด็กกำพร้า มันช่วยลดความหวาดระแวงระหว่างชาวบ้านกับตำรวจได้มาก ปอเนาะไม่ใช่พื้นที่ปิดกั้นสำหรับรัฐอีกต่อไป ถ้าเปิดใจเข้าหากันแบบนี้” เสียงสะท้อนจากคนในชุมชนยะหา ระบุ

    นอกเหนือจากปอเนาะดารูกาตองแล้ว อีกหนึ่งพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ พ.ต.อ.สายูตี ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ “ปอเนาะบ้านกูวิง” ซึ่งในมิติความมั่นคงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “พื้นที่เสี่ยง 100%” เนื่องจากมีลักษณะเฉพาะที่มีนักเรียนหมุนเวียนเข้าๆ ออกๆ ตลอดเวลา ซึ่งเป็นจุดเปราะบางที่ฝ่ายตรงข้ามอาจใช้แทรกซึม

    หนึ่งในทีมงาน ผกก.สภ.ยะหา เปิดเผยว่า ปอเนาะบ้านกูวิงเป็นจุดที่ต้องเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอเป็นพิเศษ โดยเน้นการเข้าถึงด้วยความจริงใจและความต่อเนื่อง ไม่ใช่เข้าไปเฉพาะตอนเกิดเหตุ การสร้างความไว้วางใจในพื้นที่เสี่ยงสูงเช่นนี้ ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ภาพรวมของ อ.ยะหา ในช่วงที่ผ่านมา มีความสงบเรียบร้อยและไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น

    ไม่เพียงแต่มิติความมั่นคงในสถานศึกษาศาสนาเท่านั้น ล่าสุด ณ อาคารตลาดเทศบาลตำบลยะหา พ.ต.อ.สายูตี กาเต๊ะ ผกก.สภ.ยะหา พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ ได้ร่วมกันมอบประกาศเกียรติคุณให้กับ นายวรพจน์ กิตติสาธร พลเมืองดีที่เก็บเงินสดจำนวน 6,000 บาทได้ที่บริเวณหน้าเซเว่น อีเลฟเว่น ก่อนจะนำส่งคืนเจ้าของเพื่อแสดงความซื่อสัตย์

     การยกย่องเสาหลักความซื่อสัตย์ในระดับชุมชนเช่นนี้ ถือเป็นการร่วมมือระหว่างตำรวจและประชาชนในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยน่าอยู่ และเป็นการันตีว่าคนยะหาพร้อมที่จะดูแลซึ่งกันและกัน

    การขับเคลื่อนของ สภ.ยะหา ในครั้งนี้ กำลังถูกจับตามองจากนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงว่าเป็น “โมเดลเชิงรุกที่ใช้ความจริงใจนำทาง” ซึ่งสามารถถอดรหัสความสำเร็จออกมาได้ 3 มิติหลัก

  • ลดช่องว่างความหวาดระแวง การเข้าถึงสถาบันปอเนาะ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง 100% อย่างบ้านกูวิง ซึ่งมักถูกหวาดระแวงจากฝ่ายความมั่นคงในอดีต เปลี่ยนมาเป็นการสร้างพันธมิตรเพื่อร่วมมือกัน

  • บรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น การนำผลผลิตทางการเกษตร ในฤดูกาลมาแจกจ่าย ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและเติมเต็มมื้ออาหารให้เด็กยากไร้ในปอเนาะดารูกาตอง

  • สร้างแนวร่วมสันติภาพ เมื่อ “บาบอ” และ “เยาวชน” มีทัศนคติที่ดีต่อเจ้าหน้าที่ การร่วมมือกันรักษาความสงบเรียบร้อยในระดับหมู่บ้าน/ชุมชน ก็จะตามมาโดยธรรมชาติ

     เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ “ทุเรียนไม่กี่ลูก” หรือ “ภาพถ่ายประชาสัมพันธ์” แต่เป็นโจทย์ใหญ่ของกองทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า จะขยายผลโมเดล “กิน-อยู่-รู้หัวใจ” แบบที่ ผกก.ยะหา กำลังทำ ให้กลายเป็นนโยบายหลักในการดับไฟใต้ได้อย่างยั่งยืนอย่างไร?