ปั้น 60 แกนนำสตรีชายแดนใต้ ลุยฐานข้อมูลอุดช่องโหว่ความรุนแรง

เครือข่าย N-Wave ผนึกกำลัง “มูลนิธิเพื่อนหญิง” ดึงงบอียู ลุยปั้น 60 แกนนำสตรี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ลุยจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบาง หวังอุดช่องโหว่ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ดันเคสเข้าสู่ระบบสหวิชาชีพอย่างเป็นรูปธรรม เปิดสถิติน่าตกใจยะลา-ปัตตานี-นราธิวาส คดีค้าง-ผู้รับบริการพุ่ง
เครือข่ายผู้หญิงยุติความรุนแรงแสวงสันติภาพสามจังหวัดชายแดนใต้ (N-Wave) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อนหญิง เดินหน้าจัดอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การพัฒนาศักยภาพแกนนำชุมชนด้านการจัดเก็บข้อมูลกรณีศึกษา” เพื่อติดอาวุธทางปัญญาและทักษะให้กับแกนนำสตรีและเยาวชน ในการเข้าถึงผู้ประสบปัญหาความรุนแรง พร้อมจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบาง เพื่อเชื่อมโยงความช่วยเหลือเข้าสู่เวทีประชุมกรณีศึกษา (Case Conference) และระบบสหวิชาชีพในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “การส่งเสริมธรรมาภิบาลที่ตอบสนองต่อความเสมอภาคทางเพศ ผ่านการเสริมพลังผู้นำสตรีและเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย” ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสหภาพยุโรป (EU)
การอบรมครั้งนี้จัดขึ้นในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด มีแกนนำที่ผ่านการคัดกรองจากเวที “ผู้หญิงกลิ้งโลก” เข้าร่วมจำนวน 60 คน (จากเดิม 150 คน) แบ่งเป็น 3 รุ่น จังหวัดละ 20 คน ประกอบด้วย จ.นราธิวาส (14-15 ก.ค. 2569), จ.ยะลา (16-17 ก.ค. 2569) และ จ.ปัตตานี (23-24 ก.ค. 2569)
เปิดสถิติความรุนแรงชายแดนใต้ ปัญหาซ้อนทับความไม่สงบ

นางสาวแวลีเมาะ ปูซู ประธานเครือข่าย N-Wave เปิดเผยว่า สถานการณ์ความไม่สงบที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2547 ผนวกกับปัญหาเศรษฐกิจ ความเครียด และยาเสพติด ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้หญิง เยาวชน และครอบครัวในพื้นที่ ผู้หญิงจำนวนมากต้องแบกรับภาระทั้งการเป็นผู้ดูแลครอบครัวและผู้หารายได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
จากข้อมูลศูนย์ให้คำปรึกษาล่าสุดในปี 2569 พบตัวเลขที่น่าสนใจ
. จ.ปัตตานี มีคดีความรุนแรงที่อยู่ระหว่างดำเนินการสะสมเกือบ 1,000 เรื่อง
-
จ.ยะลาปีที่ผ่านมามีผู้หญิงเข้ารับบริการกรณีความรุนแรง 384 ราย และเพียง 7 เดือนแรกของปี 2569 พบผู้ประสบปัญหาแล้วถึง 234 ราย
-
จ.นราธิวาส สถิติตั้งแต่ปี 2560-2569 มีผู้เข้ารับบริการเกือบ 4,000 ราย โดยเป็นผู้ที่ประสบปัญหา 1,359 ราย สามารถดำเนินการช่วยเหลือได้ 974 ราย แต่ไกล่เกลี่ยสำเร็จเพียง 351 ราย ส่วนที่เหลือยังอยู่ระหว่างการติดตาม
“การช่วยเหลือผู้คนไม่สามารถอาศัยเพียงความตั้งใจ ต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อให้รู้ว่าปัญหาเกิดที่ไหน เกิดกับใคร บ่อยแค่ไหน ฐานข้อมูลจึงไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้การทำงานเข้าถึงเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ประธานเครือข่าย N-Wave ระบุ
ติดอาวุธการทำงานเชิงลึก เตรียมลุย 6 ตำบลนำร่อง
เวทีอบรมครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นางสาวภานิชชา ชมชื่นจิตต์ อนุกรรมการพัฒนาศักยภาพพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นวิทยากรหลัก ถ่ายทอดเทคนิคการสัมภาษณ์ การวิเคราะห์เคส และการประเมินความต้องการของผู้ประสบปัญหา ร่วมด้วย นางธนวดี ท่าจีน ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนหญิง และ นางสาวพัชรี ไหมสุข เจ้าหน้าที่ฝ่ายพิทักษ์เด็กและสตรี ที่มาเสริมความรู้ด้านจริยธรรมการเก็บข้อมูล
นางธนวดี เน้นย้ำว่า เป้าหมายสำคัญคือการเตรียมความพร้อมให้แกนนำสามารถลงพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย เข้าใจหลักจริยธรรม รับมือกับสถานการณ์ความรุนแรงได้อย่างเหมาะสม และเชื่อมโยงผู้เดือดร้อนเข้าสู่ระบบได้อย่างรวดเร็ว “เมื่อผู้หญิงเข้มแข็ง ครอบครัวก็เข้มแข็ง ความรุนแรงจะคลี่คลาย นี่คือก้าวเล็กๆ สู่สังคมที่ปลอดภัยและสันติภาพที่ยั่งยืน”
หลังจากนี้ แกนนำทั้ง 60 คน จะลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริงใน 6 ตำบลนำร่อง ของ 3 จังหวัด เพื่อคัดเลือกกรณีที่เข้าเกณฑ์ ติดตาม ให้คำปรึกษา และส่งต่อข้อมูลเข้าสู่วงประชุมสหวิชาชีพระดับตำบล อำเภอ และจังหวัดต่อไป
เสียงสะท้อนจากแกนนำพื้นที่
ตัวแทนผู้เข้าร่วมอบรมจากทั้ง 3 จังหวัด ต่างสะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อการยกระดับทักษะในครั้งนี้
-
นางสาวนิภาพร ชนีเย็ง (ปัตตานี)“คลุกคลีกับชุมชนอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมารู้แค่พื้นฐาน วันนี้ได้รู้ลึกถึงหลักการเก็บข้อมูล เทคนิคการสัมภาษณ์ และจริยธรรม ถือว่าได้เรียนรู้มากมาย”
-
นางสาวเจ๊ะรอเซียะห์ สาและ (ยะลา) “เป็นการเพิ่มพูนทักษะที่นำไปต่อยอดภารกิจในชุมชนบาโงยซิแนได้อย่างมาก”
-
นางสาวนูรีซา แวหะมะ (นราธิวาส)“การช่วยเหลือมีหลายรูปแบบ บางเคสใช้แนวทางเดียวกันไม่ได้ การได้ทำเวิร์กช็อปวิเคราะห์กรณีศึกษา และฝึกกรอกแบบบันทึกเชิงลึก ทำให้เรารู้ว่าจะเก็บข้อมูลอย่างไรให้มีความสุขและมีประสิทธิภาพ”
ปฏิบัติการของเครือข่าย N-Wave และมูลนิธิเพื่อนหญิงในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า “ฐานข้อมูลที่มีคุณภาพ” คือจุดเริ่มต้นสำคัญในการอุดช่องโหว่การทำงาน ช่วยให้ผู้หญิง เด็ก และครอบครัวชายแดนใต้ เข้าถึงความยุติธรรมและการคุ้มครองได้อย่างทันท่วงที เพราะทุกข้อมูลที่บันทึก ไม่ใช่เพียงสถิติ แต่คือ “เสียงสะท้อน” ของผู้ที่กำลังรอคอยความช่วยเหลืออย่างแท้จริง


