‘ผ้าแพรวา’ กาฬสินธุ์ จากเส้นทางอพยพ ‘ชาวผู้ไทย’ สู่ทุนวัฒนธรรมยกระดับเมืองรอง

    เมื่อเอ่ยถึง “ผ้าทอไทย” ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ชื่อของ “ผ้าแพรวา” ย่อมปรากฏอยู่ในทำเนียบอันดับต้นๆ อย่างมิต้องสงสัย โดยมีจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นฐานการผลิตสำคัญที่ได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพและความวิจิตรตระการตา ทว่าหากสืบสาวลึกลงไปในหน้าประวัติศาสตร์ จะพบว่าต้นกำเนิดของผ้าทอชนิดนี้ไม่ได้ก่อร่างขึ้นบนผืนดินกาฬสินธุ์ตั้งแต่แรกเริ่ม หากแต่เป็นมรดกตกทอดที่เดินทางข้ามพรมแดนมาพร้อมกับหยาดเหงื่อและวิถีชีวิตของผู้คน

จากแคว้นสิบสองจุไทย สู่เทือกเขาภูพาน: การเดินทางของภูมิปัญญา

           ย้อนกลับไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน กลุ่มชาติพันธุ์ “ชาวผู้ไทย” (ภูไท) จากแคว้นสิบสองจุไทย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณดินแดนตอนเหนือของประเทศลาวและเวียดนามในปัจจุบัน ได้ตัดสินใจอพยพข้ามลำน้ำโขงเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณรอยต่อของเทือกเขาภูพาน

         การอพยพครั้งนั้นไม่ได้นำมาเพียงแค่ผู้คน ทว่ายังได้นำพารากเหง้าทางวัฒนธรรม ทั้งภาษา ประเพณี ความเชื่อ ตลอดจน “ภูมิปัญญา” ล้ำค่าอย่างการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และศิลปะการทอผ้าที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษติดตัวมาด้วย

           หนึ่งในพื้นที่หมุดหมายสำคัญที่ทำให้ผ้าแพรวายังคงหยั่งรากลึกและได้รับการต่อยอดมาจนถึงปัจจุบันคือ ชุมชนบ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่หมู่บ้านที่มีการทอผ้าทั่วไป แต่เปรียบเสมือน “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” ซึ่งรักษารูปแบบการทอ ลวดลายดั้งเดิม และภูมิปัญญาโบราณเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

‘ผ้าศักดิ์สิทธิ์’ หนึ่งวาแห่งวิถีชีวิต

          ในมิติทางวัฒนธรรม “ผ้าแพรวา” ถือเป็นผ้าศักดิ์สิทธิ์ที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวผู้ไทยอย่างลึกซึ้ง สตรีในชุมชนจะใช้ผ้านี้เป็นสไบหรือ “ผ้าเบี่ยง” สำหรับสวมใส่เพื่อเข้าร่วมงานบุญ งานมงคลสมรส และพิธีกรรมสำคัญต่างๆ

        ชื่อเรียก “แพรวา” นั้น มีที่มาจากลักษณะทางกายภาพของผืนผ้า ที่มีความยาวประมาณ “หนึ่งวา” หรือเท่ากับหนึ่งช่วงแขนพอดีนั่นเอง

จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์: พระมหากรุณาธิคุณสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

          จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของผ้าแพรวา เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2520 เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร ณ อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์

       ในการเสด็จฯ ครั้งนั้น พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นถึงความงดงามและเอกลักษณ์อันโดดเด่นของผ้าแพรวา จึงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอาชีพการทอผ้าผ่าน “โครงการศิลปาชีพ” ผลจากสายพระเนตรอันยาวไกลในวันนั้น ได้ยกระดับผ้าแพรวาจากลวดลายบนผืนผ้าของชุมชนเล็กๆ ให้กลายเป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับชาติ สร้างรายได้หล่อเลี้ยงครอบครัวชาวบ้านโพนอย่างยั่งยืนจวบจนปัจจุบัน

       วันนี้ ผ้าแพรวาจึงก้าวข้ามสถานะจากการเป็นเพียง “สินค้าทางวัฒนธรรม” ไปสู่การเป็นสัญลักษณ์แห่งความอดทน ความประณีต และสะท้อนตัวตนของชาวผู้ไทยที่ยังคงมีลมหายใจอยู่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นความงดงามที่ถักทอขึ้นจากการเดินทางของผู้คน การสืบทอดภูมิปัญญาข้ามศตวรรษ และการส่งต่อมรดกเหล่านี้สู่มือของลูกหลาน

ต่อยอด ‘ทุนวัฒนธรรมชุมชน’ สู่ ‘ทุนชาติ’

       ภายใต้บริบทการพัฒนาประเทศในปัจจุบัน ความสำคัญของผ้าแพรวาและวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ถูกนำมาขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านแนวคิด “ทุนวัฒนธรรม สร้างชาติ” และ “ทุนทางวัฒนธรรมชุมชน = ทุนชาติ”

       หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญคือการดำเนินงานภายใต้โครงการวิจัยเรื่อง “การบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชนเพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์”

         โครงการดังกล่าวถูกขับเคลื่อนโดยคณะทำงานระดับประประเทศ นำโดย ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ (Promoting Committee : PC) และ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการแผนงานเชิงกลยุทธ์การนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์และเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. (PD) ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญเรื่อง “ยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม”

       ทั้งนี้ การดำเนินงานได้รับการสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรจากหน่วยงานหลักด้านการวิจัยของประเทศ ได้แก่

  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

  • กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.)

  • สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.)

  • หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.)

       การบูรณาการความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยน “ต้นทุนทางวัฒนธรรม” ที่มีชีวิตอย่างผ้าแพรวา ให้กลายเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และยกระดับเมืองรองอย่างกาฬสินธุ์ให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป