‘นิคมฯ ปีเหล็ง’ นราธิวาส 3.1 แสนไร่ ทับป่าสงวน-เขตห้ามล่าฯ 2.7 แสนไร่ กระทบชาวบ้าน-ค่ายทหารไร้โฉนด – กมธ.ทหาร จี้ ศอ.บต.-3 หน่วยงาน ดันปลดล็อก One Map

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 เวลา 16.00 น. ณ ห้องประชุมประสงค์สุ่นศิริ ชั้น 3 อาคาร 20 ทำเนียบรัฐบาล ได้มีการประชุมติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหากรอบพื้นที่ทับซ้อนนิคมสหกรณ์ปีเหล็ง อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส โดยมี นายราเชน ตระกูลเวียง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายศรัทธา คชพลายุกต์ อดีตรองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมประชุมหารือกับ นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. และผู้แทนจาก 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมแผนที่ทหาร, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) และกรมส่งเสริมสหกรณ์
จากการตรวจสอบเอกสารการประชุมและข้อมูลแนวเขตที่ดิน พบปัญหารอยร้าวเชิงโครงสร้างทางกฎหมายและนโยบายจัดที่ดินของรัฐในอดีตอย่างชัดเจน โดยนิคมสหกรณ์ปีเหล็ง จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคมสหกรณ์ในท้องที่อำเภอระแงะ และอำเภอสุไหงปาดี (ปัจจุบันคือ อ.เจาะไอร้อง) จังหวัดนราธิวาส พ.ศ. 2533 มีเนื้อที่รวม 31,413 ไร่
ทว่า จากการตรวจสอบแผนที่แนวเขต พบว่าพื้นที่นิคมฯ ดังกล่าว ทับซ้อนกับพื้นที่อนุรักษ์ของรัฐเกือบทั้งหมด คงเหลือพื้นที่ที่ไม่ทับซ้อนกับหน่วยงานใดเพียง 2,768 ไร่ เท่านั้น โดยแบ่งส่วนที่ทับซ้อนออกเป็น ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าลุ่มน้ำบางนรา แปลงที่ 1 (ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 20 พ.ศ. 2507) ทับซ้อนจำนวน 15,388 ไร่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ป่าพรุ (ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 21 ส.ค. 2518) ทับซ้อนจำนวน 27,007 ไร่ และ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พ.ศ. 2534 ทับซ้อนจำนวน 16 ไร่ 1 งาน 87 ตารางวา ทั้งนี้ พื้นที่ทับซ้อนบางส่วนมีลักษณะทับซ้อนซ้ำซ้อนกันระหว่างเขตป่าสงวนฯ และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าฯ
จากการตรวจสอบข้อมูลการจัดที่ดินและการใช้ประโยชน์ในพื้นที่นิคมสหกรณ์ปีเหล็ง พบว่าที่ผ่านมา รัฐได้จัดสรรที่ดินให้แก่ประชาชนตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 ไปแล้วจำนวนมาก ดังนี้ หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ (กสน.3): จำนวน 900 ราย | 2,395 แปลง | เนื้อที่ 22,197 ไร่ หนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5): จำนวน 596 ราย | 1,638 แปลง | เนื้อที่ 14,932 ไร่ หนังสือนส.3 ก: พื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่
อย่างไรก็ตาม แม้สมาชิกนิคมฯ จะได้รับหนังสือ กสน.5 ซึ่งตามกฎหมายสามารถนำไปแปลงเป็นโฉนดที่ดินได้ แต่เนื่องจากแนวเขตทับซ้อนกับป่าสงวนฯ และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ส่งผลให้กรมที่ดิน ไม่สามารถดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ประชาชนได้แม้แต่รายเดียว สร้างความวิตกกังวลแก่ประชาชนในพื้นที่ซึ่งอยู่อาศัยและทำกินมาหลายทศวรรษ
นอกจากนี้ ปัญหาแนวเขตทับซ้อนยังส่งผลกระทบต่อสิ่งปลูกสร้างและหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ ซึ่งไม่สามารถดำเนินโครงการพัฒนาหรือขยายสาธารณูปโภคได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากติดเงื่อนไขขั้นตอนการขอใช้พรรณไม้และพื้นที่ป่า อาทิ หน่วยทหาร กองทัพภาคที่ 4 (ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์) 1 แห่ง ศาสนสถาน วัด และ สำนักสงฆ์ 2 แห่ง, มัสยิด/สุเหร่า 4 แห่ง, กุโบร์ 2 แห่ง สาธารณสุขและศึกษา รพ.สต. 1 แห่ง, โรงเรียนประถม/ตาดีกา 2 แห่ง โครงสร้างพื้นฐาน ถนนสายหลักและถนนท้องถิ่นรวมกว่า 62 สาย, โครงการชลประทานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 6 กิจกรรม, ระบบประปาท้องถิ่น และ อบต. 1 แห่ง
โดยในที่ประชุม มีการหารือ ถึงความคืบหน้าและแนวทางแก้ไขปัญหา ศอ.บต. ได้เสนอแนวทางการขับเคลื่อนบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกเป็น 2 ช่องทางหลัก โดย แนวทางที่ 1 การเพิกถอนพื้นที่ป่าสงวนฯ และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าฯ (รายกรม) กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ดำเนินการตรวจสอบแนวเขตนิคมฯ และจัดทำแผนที่ 1:50,000 เสนอต่อกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เรียบร้อยแล้ว
ขั้นตอนต่อไปของกรมอุทยานฯ อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนเสนอคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เห็นชอบ เพื่อร่างประกาศกระทรวงฯ ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ขั้นตอนต่อไปของกรมป่าไม้ รวบรวมข้อมูลเสนอคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน และ ทส. ให้ความเห็นชอบเพิกถอน จากนั้นจัดทำร่างกฎกระทรวงเสนอ คทช., ครม. และ รมว.ทส. ลงนามเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อมีผลเพิกถอนกฎหมายป่าไม้แล้ว กรมที่ดิน จึงจะเริ่มกระบวนการออกโฉนดให้แก่ผู้ถือ กสน.5
แนวทางที่ 2ใช้กลไกปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ (One Map 1:4000) คณะทำงานฯ ได้พิจารณาปรับปรุงเส้น One Map ของจังหวัดนราธิวาส (กลุ่ม 5) เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างเตรียมเสนอตามลำดับชั้นคณะทำงานแนวทางแก้ไขปัญหาฯ คณะอนุกรรมการ One Map คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ
เมื่อ ครม. รับทราบ ทาง สคทช. จะแจ้งให้กรมป่าไม้และกรมอุทยานฯ ไปจัดทำร่างกฎกระทรวง/ประกาศเพิกถอนแนวเขตเดิมตามขั้นตอนต่อไป
กรณีปัญหานิคมสหกรณ์ปีเหล็งสะท้อนถึงปัญหารื้อเรื้อของการจัดสรรที่ดินของรัฐในอดีตที่ขาดการบูรณาการข้อมูลแผนที่ (One Map) ส่งผลให้เอกสารสิทธิ์ของรัฐออกทับซ้อนกันเอง จนสร้างภาระและความสุ่มเสี่ยงทางกฎหมายให้แก่ทั้งประชาชนและหน่วยงานราชการในพื้นที่ภาคใต้ การเคลื่อนไหวของ กมธ.การทหาร และ ศอ.บต. ในครั้งนี้ จึงเป็นด่านสำคัญที่จะพิสูจน์ว่า กลไก One Map และกระบวนการตรากฎหมายเพิกถอนป่าทับซ้อนจะสามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกินให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้จริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงการยื้อเวลาผ่านการตั้งคณะกรรมการซ้ำซ้อนเหมือนหลายทศวรรษที่ผ่านมา

