‘หมอสุภัทร’ ชี้รัฐ ‘ไม่เคารพสิทธิ์’ ดันนิคมฯ จะนะ สวนผลศึกษา SEA ปชช. ร่อนสาร 7 ข้อ จี้รัฐบาล-ศอ.บต. ยึดหลักวิชาการ

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบทและแพทย์นักกิจกรรมในพื้นที่ภาคใต้ ได้เปิดเผยและแสดงความคิดเห็นต่อกรณีคำว่า “ไม่เคารพสิทธิ์” ในการเดินหน้าผลักดันโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ (เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต) ตลอดจนโครงการต่อเนื่องในพื้นที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา
นพ.สุภัทร ระบุว่า ที่ผ่านมาโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะเคยมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ชะลอโครงการไว้ชั่วคราว เพื่อรอผลการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ดำเนินการศึกษาด้วยงบประมาณ 28 ล้านบาท ใช้เวลารับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนนานถึง 4 ปี
ล่าสุดผลการศึกษา SEA สงขลา-ปัตตานี ซึ่ง ครม. ได้รับทราบไปแล้ว มีข้อสรุปชัดเจนว่า พื้นที่ดังกล่าวไม่ต้องการนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และท่าเรือน้ำลึก แต่เสนอแนะให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรจริง อาทิ อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป การท่องเที่ยว การบริการ การศึกษา และศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพ ดังนั้น การที่ฝ่ายการเมืองและหน่วยงานภาครัฐส่งสัญญาณกลับมาสนับสนุนภาคเอกชนเดินหน้าโครงการอีกครั้ง จึงสะท้อนถึงการไม่เคารพสิทธิ์และละเลยผลการศึกษาทางวิชาการที่ประชาชนร่วมกันจัดทำขึ้น
นพ.สุภัทร ยังชี้ให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวในตำแหน่ง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ซึ่งมีกระแสข่าวว่า รัฐบาลเตรียมเสนอชื่อ ดร.ชนธัญ แสงพุ่ม หรือ “ดร.เจ๋ง” รองเลขาธิการ ศอ.บต. เข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ในการประชุม ครม.สัญจร
ดร.ชนธัญ เคยเป็นกำลังหลักในการผลักดันนิคมอุตสาหกรรมจะนะร่วมกับ บมจ.ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ (TPIPP) ซึ่งมีการกว้านซื้อที่ดินสะสมไว้กว่าหมื่นไร่
มีรายงานว่าได้รับแรงผลักดันจากกลุ่มการเมืองระดับ “บ้านใหญ่” ทั้งกลุ่ม น. และ กลุ่ม พ. ร่วมกับกลุ่มทุนต่างชาติ (ทุนจีน) เพื่อเดินหน้าขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมจะนะ-เทพา รวมกว่า 20,000 ไร่
นอกขจากนี้ ทราบว่ากลุ่มทุนเอกชนเริ่มกลับมาลงพื้นที่จัดกิจกรรมมวลชนสัมพันธ์กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และประสานเครือข่ายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
หากที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบแต่งตั้งผู้นำ ศอ.บต. คนใหม่ตามกระแสข่าวดังกล่าว ย่อมเป็นสัญญาณสะท้อนทิศทางของรัฐบาลในการเดินหน้าโครงการ ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อพิพาทและความขัดแย้งระลอกใหม่ในพื้นที่ชายแดนใต้
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ณ ชายหาดบ้านสวนกง ต.นาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา ภายในงาน “อะโบ๊ยหมะ ครั้งที่ 12 ตอน มา SEA มาดู S.E.A. สงขลา-ปัตตานี” ซึ่งมีกิจกรรมทั้งการแข่งขันเรือเกยหาด อาหารพื้นบ้าน การแสดงเยาวชน และเวที “SEA Talk” เครือข่ายประชาชนสงขลา – ปัตตานี ได้ร่วมกันออก คำประกาศ เรื่อง รัฐบาล และ ศอ.บต. ต้องเคารพบทสรุปการพัฒนาที่คนสงขลา – ปัตตานี เห็นร่วมกัน ได้ระบุใจความสำคัญว่า ท้องทะเลและผืนแผ่นดินที่เชื่อมต่อกันได้หล่อเลี้ยงผู้คนมาชั่วลูกชั่วหลาน จนกล่าวได้ว่า “ทะเลคือชีวิต” แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา มีความพยายามของคนบางกลุ่มที่จะเปลี่ยนแปลงธรรมชาติด้วยสิ่งแปลกปลอม ทั้งโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ดาต้าเซ็นเตอร์ และท่าเรือน้ำลึก ภายใต้วาทกรรมที่ยัดเยียดว่า “การพัฒนา”
เครือข่ายฯ ยืนยันว่า การพัฒนาที่แท้จริงคือความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร ความสุขสงบ และวิถีวัฒนธรรม ซึ่งผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนจนได้ข้อสรุปในรายงาน SEA แล้ว จึงขอเรียกร้องด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นว่า “ไม่สามารถยอมรับการพัฒนาที่ไม่มีชีวิตผู้คนอยู่ในสมการได้” พร้อมส่งเสียงตรงถึงรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีระกูล และ ศอ.บต. ให้เคารพรายงาน SEA อย่างตรงไปตรงมา ไม่สอดไส้โครงการอื่น และต้องไม่ใช้โอกาสนี้ทุจริตเชิงนโยบายเพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้อง
นอกจากนี้ ในเวทีเสวนางานอะโบ๊ยหมะ นายฮุสณี บินหะยีคอเนาะ ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ได้ร่วมสะท้อนข้อความและข้อเรียกร้องส่งตรงถึง 7 ภาคส่วนสำคัญ เพื่อเน้นย้ำทิศทางการพัฒนาที่เป็นธรรม
- ถึง ศอ.บต. (รักษาความไว้วางใจ ไม่ใช่สร้างความขัดแย้ง)บทบาทที่สำคัญที่สุดของ ศอ.บต. ไม่ใช่การเร่งผลักดันโครงการ แต่คือการรักษาความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน สันติสุขไม่ได้เกิดจากการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชนะ แต่เกิดจากการพูดคุย รับฟัง และเคารพซึ่งกันและกัน ศอ.บต. ต้องเป็นกลไกลดความขัดแย้ง ไม่ใช่กลายเป็นปัจจัยที่เพิ่มความขัดแย้ง
- ถึงภาคธุรกิจและนักลงทุน การลงทุนไม่ใช่สิ่งที่ต้องปฏิเสธ แต่ต้องเป็นการลงทุนที่ยั่งยืนและอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างมีศักดิ์ศรี นักลงทุนได้ผลตอบแทน รัฐได้การพัฒนา ประชาชนได้คุณภาพชีวิต และทรัพยากรได้รับการปกป้อง สิ่งที่ทุนซื้อไม่ได้คือความไว้วางใจของชุมชน คำถามสำคัญคือ “เรากำลังสร้างการพัฒนา หรือกำลังสร้างความไม่ไว้วางใจในระยะยาว?”
- ถึงนักการเมืองขอให้ตระหนักว่านักการเมืองมีวาระที่จำกัด แต่ประชาชนต้องอยู่กับผลของการตัดสินใจไปอีกหลายสิบปี ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมต้องส่งต่อถึงคนรุ่นต่อไป เรื่องจะนะจึงต้องมองในฐานะ “อนาคตของพื้นที่ทั้งระบบ” ไม่ใช่มองผ่านกรอบผลประโยชน์การเมืองระยะสั้น
- ถึงพี่น้องชาวจะนะการต่อสู้ของประชาชนไม่ได้วัดกันที่เสียงดัง แต่วัดกันที่การยืนหยัดบนหลักการ สติ ความสงบ เอกภาพ และข้อมูล ไม่จำเป็นต้องสร้างความเกลียดชังหรือใช้ความรุนแรง เพราะสันติวิธีคือพลังที่มั่นคงที่สุด จงยืนหยัดด้วยความรักต่อบ้านเกิด ไม่ใช่ความโกรธ เพราะรัฐบาลหรือนักการเมืองอาจเปลี่ยน โครงการอาจเปลี่ยนชื่อ แต่ “จะนะยังคงเป็นบ้านของเรา”
- ถึงนักวิชาการ ปอเนาะ โรงเรียน และมหาวิทยาลัย ขออย่ายืนอยู่เพียงข้างใดข้างหนึ่งทางการเมือง แต่จงยืนอยู่ข้างหลักวิชาการ ข้อเท็จจริง และความเป็นธรรม ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลรอบด้าน สถาบันการศึกษาต้องเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และตั้งคำถาม หน้าที่การศึกษาคือสอนให้คนแสวงหาความจริง ไม่ใช่สอนให้เลือกข้าง และเสียงของชาวบ้านต้องไม่ถูกทำให้เงียบเพียงเพราะถูกตีตราว่า “ต่อต้านการพัฒนา”
- ถึงประชาชนทั้งประเทศ ขอให้ร่วมติดตามเรื่องราวของชาวจะนะด้วยความเข้าใจ ระมัดระวังข้อมูลบิดเบือนหรือข่าวลวงที่ทำลายความน่าเชื่อถือของประชาชน การรักชาติไม่ได้หมายความว่าต้องเห็นด้วยกับทุกโครงการของรัฐ และการตั้งคำถามก็ไม่ได้แปลว่าไม่รักบ้านเกิด อย่าให้ใครใช้เราเป็นเครื่องมือสร้างความเกลียดชัง
- คำถามสำคัญต่อสังคมไทย ท้ายที่สุดชาวจะนะไม่ใช่ศัตรูของการพัฒนา แต่คือผู้ที่กำลังตั้งคำถามว่า “เราจะพัฒนาอย่างไร เพื่อให้ลูกหลานของเราได้อยู่ในบ้านเกิดอย่างมีคุณภาพ มีศักดิ์ศรี และมีอนาคต?” ซึ่งเป็นคำถามที่ควรนำมาพูดคุยกันด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงอย่างเปิดเผย

