“พิพัฒน์” สั่งลุยนิคมฯจะนะ เดินหน้า “ท่าเรือน้ำลึก”

กระแสต่อต้านโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล โดยเฉพาะ “เมกะโปรเจค” ต่างๆ ที่รัฐบาลพยายามผลักดัน ทั้งโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา หรือแม้กระทั่งการขยายพื้นที่ EEC ที่ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งมีมวลชนชุมนุมคัดค้านต่อเนื่อง และเริ่มได้รับความสนใจในวงกว้างนั้น
ส่งผลให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งวันนี้ปฏิบัติหน้าที่ “รักษาการนายกรัฐมนตรี” ช่วง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ไปปฏิบัติภารกิจต่างประเทศ ถึงกับตั้งคำถามถึงบทบาทของกลุ่มเอ็นจีโอ อย่างร้อนแรง
“ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่บนฐานของเหตุผล ซึ่งรัฐบาลจะพัฒนาอะไรก็มีหน้าที่ต้องนำเสนอ ส่วนฝ่ายค้านก็ต้องคัดค้าน แต่การคัดค้านจะต้องมีเหตุผลว่าสิ่งที่คัดค้านเป็นผลดีหรือผลไม่ดีกับประเทศ ถ้าคัดค้านโดยที่ไม่มีการศึกษาดีเท่าที่ควร สุดท้ายผลกระทบก็จะกลับไปหาสิ่งที่พวกคุณกำลังประท้วง” นายพิพัฒน์ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ช่วงเช้าวันอังคารที่ 18 ส.ค.69
และว่า “การประท้วงและยับยั้งสิ่งต่างๆ ที่รัฐบาลนำเสนอ บางส่วนเป็นพรรคฝ่ายค้าน บางส่วนเป็นเอ็นจีโอ ซึ่งเราเห็นอยู่ว่าประเทศไทยจะทำอะไรสักสิ่งจะติดกับดักคำว่า ‘เอ็นจีโอ’ แม้กระทั่งโครงการแลนด์บริดจ์ที่ยกเลิกไปแล้วก็ยังมาทวงถาม”
“ขอฝากพวกเราคนไทยด้วยกัน อะไรที่คิดว่าเป็นประโยชน์กับประเทศควรช่วยกันพิจารณา ไม่ใช่นึกอยากจะค้านก็ค้านทุกเรื่อง อยากจะประท้วงก็ประท้วงทุกเรื่อง ผมเป็นคนแบบนี้ พูดตรงไปตรงมา ให้พูดแบบอ้อมไปอ้อมมาไม่ใช่นิสัยของผม สวนมาสวนกลับก็ตรงๆ แบบนี้”
อ่านประกอบ : หมอสุภัทรขยับ! กระแสต้าน “นิคมฯจะนะ” จ่อปะทุ
@@ ฟื้นนิคมฯจะนะ สร้างท่าเรือ ฟังเสียงผู้ประกอบการ
นายพิพัฒน์ ยังชี้แจงถึงแนวคิดการฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา ว่า ไม่ใช่โครงการใหม่ แต่อนุมัติผ่านคณะรัฐมนตรีตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งตนคิดว่าควรนำกลับมารื้อฟื้นใหม่
ขณะที่โครงการท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 ตนอยากถามว่า ผู้ที่ประท้วงเข้าใจเหตุผลที่เราจะย้ายไปที่ อ.จะนะ หรือไม่ เหตุผลคือเนื่องจากพื้นที่หัวเขาแดง (ท่าเรือที่สงขลา) ในส่วนพื้นที่หลังท่า “เต็มความจุ” ไม่สามารถขยายหรือรองรับได้มากกว่านี้ ประกอบกับไม่สามารถขุดก้นทะเลให้มีความลึก 9 เมตร ทำให้เรือใหญ่ไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้
“สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการสะท้อนมาให้เรารับทราบว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะสร้างท่าเรือแห่งที่สอง ซึ่งเป็นการทำนิคมอุตสาหกรรมที่จะนะ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของ 3 จังหวัดภาคใต้ และ อ.จะนะ จ.สงขลา เพื่อให้ลูกหลานในพื้นที่ไม่ต้องเดินทางออกมาทำงานนอกพื้นที่ และได้ทำงานใกล้บ้าน”
@@ พร้อมต้อนรับ “ม็อบ” อยากนั่งรับแดดเชิญ…
เมื่อถามถึงกรณีในโซเชียลมีเดีย มีการปลุกม็อบขึ้นมาต้านรัฐบาล นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ต้องไปถามคนที่มาประท้วง แต่เมื่อเช้าตอนเข้ามาก็ไม่เห็นมี แต่ถ้าจะมาก็ไม่เป็นไร เราก็ต้อนรับ แต่ต้องถามว่ามาด้วยเหตุผลอะไร เพราะวันนี้แลนด์บริดจ์ยกเลิกแล้ว ส่วนโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC ก็ระงับแล้ว
“พวกคุณจะมานั่งเพื่อต้องการรับแดดที่กรุงเทพฯ ก็ไม่เป็นไร เชิญตามสบาย ผมอาจจะใช้คำพูดที่แรง แต่จำเป็น แรงมาก็ต้องแรงไป เพราะฉะนั้นก็เป็นแบบนี้ หยิน-หยาง”
@@ ยอมรับยังติดปัญหา “ท่าเรือน้ำลึก”
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. นายพิพัฒน์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 31 ส.ค.-1 ก.ย.ว่า ตนในฐานะรองนายกฯ ที่กำกับดูแลพื้นที่ภาคใต้ ได้ประชุมร่วมกับ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัด และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อนำเสนอโครงการต่างๆ ของพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ที่จังหวัดอยากได้ รวบรวมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเสนอผ่านกระทรวงมหาดไทยไปสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 31 ส.ค.อีกครั้งหนึ่ง
ข้อเสนอส่วนใหญ่จะเป็นโครงการป้องกันน้ำท่วม ซึ่งปีที่แล้ว จ.สงขลา เจออุทกภัยหนัก และ 4 จังหวัดที่เหลือได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย
“ส่วนโครงการอื่นจะเป็นเรื่องผังเมืองจังหวัด ว่าจะมีการปรับสีใหม่หรือไม่ จะมีการพัฒนาเรื่องเศรษฐกิจโดยเฉพาะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าจะฟื้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างไร เพราะรายได้ต่อคนต่อปีค่อนข้างต่ำ จึงต้องหารือกับผู้ว่าฯแต่ละจังหวัด ส่วนสงขลา จะมีโครงการพัฒนาที่จะนะ ซึ่งจะเป็นกึ่งนิคมอุตสาหกรรม ลงทุนโดยภาคเอกชน”
เมื่อถามว่า จะเป็นการรื้อฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ที่ถูกยกเลิกในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช่หรือไม่
นายพิพัฒน์ ตอบว่า ไม่ได้ล้มโครงการ แต่เป็นการนำมาให้สภาพัฒน์ได้ศึกษาใหม่ โดยนำมาต่อยอดใหม่ที่สภาพัฒน์ลงไปสำรวจเรื่อง SEA (การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์) ซึ่งเหลือประเด็นนี้ที่ยังเห็นไม่ตรงกัน คือการสร้างท่าเรือน้ำลึก
“เรามีท่าเรือน้ำลึกสงขลาอยู่แล้ว แต่วันนี้เกิดปัญหาความแออัด ที่ผู้ประกอบการส่งออกในพื้นที่กังวล ท่าเรือไม่พอกับการรองรับกับเรือขนส่งสินค้า ท่าเรือสงขลาไม่สามารถขยายได้ เพราะความลึกที่จะลอกเกินกว่า 9 เมตร ซึ่งติดกับรากหิน ตรงนั้นเขาเรียกหัวเขาแดง เป็นที่ตั้งของโบราณสถาน จึงไม่สามารถที่จะลากหินลงไปในแนวทะเลให้ลึกกว่า 9 เมตรได้ ดังนั้นจะมีปัญหาว่าเรือขนาดใหญ่ กว่าปัจจุบันไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้ ตรงนี้จะศึกษาเพิ่มเติม จากที่นายสรรเพชญไปหาข้อมูลร่วมกับกรมเจ้าท่า จะนำให้สภาสภาพัฒน์ศึกษาต่อไป”

