เครือข่าย HR ปัตตานี ชง รมว.แรงงาน เบรก ‘กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง’ หวั่นซ้ำซ้อนประกันสังคม-ส่อบริหารไม่โปร่งใส

วันนี้ ที่ 11 ก.ย. 2569 เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปัตตานี คณะกรรมการชมรม HR PATTANI นำโดย นายกฤษณ์พสุ เจริญ ประธานชมรมฯ ได้จัดการประชุมตัวแทนฝ่ายทรัพยากรบุคคลจากสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป พร้อมยื่นหนังสือผ่านสำนักงานสวัสดิการฯ ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อขอให้ทบทวนและชะลอการบังคับใช้การจัดเก็บเงินสมทบเข้า “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” ที่จะมีผลในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้
สืบเนื่องจาก กลุ่มผู้ประกอบการและผู้ใช้แรงงานในพื้นที่ ได้แสดงความห่วงกังวลต่อแนวทางการดำเนินงานของกองทุนดังกล่าวนั้นได้ ตั้งข้อสังเกตถึงความคุ้มค่าและความโปร่งใสใน 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ ผลประโยชน์ไม่คุ้มค่าดำเนินการ: หากลูกจ้างเงินเดือน 10,000 บาท ถูกหักสะสม 0.25% และนายจ้างสมทบ 0.25% จะมีเงินเข้ากองทุนรวมเพียง 600 บาทต่อปี แต่ต้องแลกกับกระบวนการยื่นเอกสารทางราชการที่ซับซ้อนเมื่อออกจากงาน ซึ่งอาจทำให้แรงงานทิ้งเงินสะสม
มีค่าบริหารจัดการแต่ไร้กรอบการใช้งบประมาณ กฎหมายเปิดช่องให้นำเงินกองทุนร้อยละ 10 ไปใช้บริหารจัดการ แต่ยังขาดกรอบงบประมาณและการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะที่เป็นรูปธรรม
นโยบายลงทุนไม่ชัดเจน ไม่มีการเปิดเผยแผนบริหารความเสี่ยงหรือเป้าหมายผลตอบแทน มีเพียงแนวทางพึ่งพาดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ
ภาระซ้ำซ้อนกับประกันสังคม ปัจจุบันนายจ้างและลูกจ้างมีภาระส่งเงินสมทบประกันสังคม 5% ซึ่งมีโครงสร้างคุ้มครองครอบคลุม 7 กรณีอยู่แล้ว การตั้งกองทุนนี้จึงเป็นการสร้างภาระโดยไม่จำเป็น
กระทบต้นทุน SMEs สถานประกอบการต้องแบกรับภาระงานเอกสารและระบบงานที่เพิ่มขึ้นเทียบกับเม็ดเงินที่ลูกจ้างจะได้รับคืน ซึ่งไม่คุ้มค่ากับการดำเนินงาน

ทั้งนี้ ทางชมรมฯ ได้เปรียบเทียบกองทุนหลัก 3 ประเภท (กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กองทุนประกันสังคม และ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง) พบข้อสังเกตสำคัญในส่วนของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คือการเป็นระบบบังคับสำหรับกิจการที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป โดยในช่วงวันที่ 1 ต.ค. 2569 – 30 ก.ย. 2574 จะจัดเก็บในอัตรา 0.25% ของ “ค่าจ้าง” โดยไม่มีเพดานค่าจ้างสูงสุด ต่างจากประกันสังคมที่จำกัดเพดานไว้ที่ 17,500 บาท

นอกจากนี้ การตีความ “ค่าจ้าง” ยังครอบคลุมถึงรายได้ที่จ่ายประจำแน่นอน เช่น ค่าครองชีพ ค่าตำแหน่ง หรือคอมมิชชั่น (ยกเว้น ค่าล่วงเวลา, ค่ากะ, โบนัส และเบี้ยขยัน) ทำให้ผู้ประกอบการมองว่าจะเป็นการเพิ่มต้นทุนแฝงที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจ
ในช่วงท้าย นายกฤษณ์พสุ ได้เรียกร้องขอความอนุเคราะห์จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้พิจารณามอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนความพร้อม ประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน และ “ขยายระยะเวลา” การบังคับใช้ออกไปก่อน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

