5 ผู้แทน ‘ชาติพันธุ์มลายู’ นั่งสภาคุ้มครองฯ ชูยกระดับภาษา-เศรษฐกิจ-สันติภาพ

ณ โรงเรียนดารุลบารอกะฮฺ (มูลนิธิบ้านเด็กกำพร้าปัญญาเลิศ) ต.บานา อ.เมือง จ.ปัตตานี 14 องค์กรเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ร่วมกันจัดกระบวนการเลือกสมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย ในสัดส่วนกลุ่มชาติพันธุ์มลายู เพื่อเป็นผู้แทนในการขับเคลื่อนนโยบายด้านภาษา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสันติภาพ
การเลือกตั้งครั้งนี้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 มาตรา 21 ซึ่งกำหนดให้กลุ่มชาติพันธุ์ที่ขึ้นทะเบียนกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) สามารถเลือกผู้แทนกลุ่มละไม่เกิน 5 คน โดยกระบวนการคัดเลือกได้นำรายชื่อบุคคลผู้ผ่านการสรรหาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 10 คน มาให้ผู้แทนชุมชนและเครือข่ายร่วมกันลงมติจัดเรียงลำดับ ลำดับที่ 1-5 จะดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาฯ วาระ 4 ปี ส่วนลำดับที่ 6-10 ขึ้นบัญชีสำรอง
ผลการเลือกสมาชิกสภาคุ้มครองฯ กลุ่มชาติพันธุ์มลายู 5 คน ประกอบด้วย นายตูแวดานียา มือรีงิง นางสาวยัสมิน โต๊ะมีนา นายซุฟยาน ดือราฮิง นางโซรยา จามจุรี นายฆอซาลี อาแว
นายตูแวดานียา มือรีงิง เปิดเผยถึงทิศทางการทำงานว่า จะมุ่งเน้นการอนุรักษ์ฟื้นฟูอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะการผลักดันให้ “ภาษามลายู” เป็นภาษาที่สองในพื้นที่ชายแดนใต้รองจากภาษาไทย เพื่อยกระดับให้เป็นภาษาทางเศรษฐกิจ รองรับการค้าและการท่องเที่ยวกับประชากรกว่า 300 ล้านคนในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ยังเตรียมส่งเสริมวัฒนธรรมมลายูร่วมสมัย เช่น การเพิ่มวันใส่ชุดพื้นถิ่นในโรงเรียนและวันสำคัญ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านธุรกิจเสื้อผ้า และเร่งผลักดันการวิจัยแก้ไขชื่อสถานที่ที่ใช้ภาษามลายูผิดเพี้ยนจนเสียความหมาย
ด้านนางโซรยา จามจุรี ระบุว่า การมีผู้แทนชาติพันธุ์เข้าไปมีส่วนร่วมในสภาฯ จะเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการปกป้องสิทธิ ภูมิปัญญา และการจัดการทรัพยากร โดยสภาคุ้มครองฯ นัดแรกจะเปิดการประชุมในวันที่ 29-30 ก.ย. 2569 นี้ ซึ่งจะมีสมาชิกจากชาติพันธุ์ต่างๆ รวม 211 คน ในฐานะคนทำงานด้านสตรีและสันติภาพ มองว่ากฎหมายฉบับนี้ช่วยสร้างพื้นที่กลางในการลดอคติ ความหวาดระแวง และการเลือกปฏิบัติในสังคมไทย การสร้างความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรมและกลุ่มชาติพันธุ์ถือเป็นหัวใจสำคัญของงานด้านสันติภาพ
- สำหรับการจัดงานครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ และกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ 14 องค์กรเครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่ อาทิ สภาประชาสังคมชายแดนใต้, มูลนิธิบ้านเด็กกำพร้าปัญญาเลิศ, เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้, สมาคมประมงพื้นบ้านชายแดนใต้ และวิสาหกิจชุมชนต่างๆ ที่ร่วมเป็นสักขีพยานและขับเคลื่อนกิจกรรม

