ถอดบทเรียนมหาอุทกภัยสงขลา! ‘บวรศักดิ์’ นั่งประธานถกสกัดท่วมหาดใหญ่ ชงรื้อระบบเตือนภัย-ดึง JICA เสริมทัพ

 จี้อุดช่องโหว่ระบบเตือนภัย-เร่งขยายทางน้ำ ‘หาดใหญ่’ รองรับ 5 พัน ลบ.ม./วินาที

   จ.สงขลา ระดมสมองถอดบทเรียนมหาอุทกภัย ‘บวรศักดิ์ อุวรรณโณ’ นั่งประธานดึงส่วนกลาง-ท้องถิ่นบูรณาการบริหารจัดการน้ำหาดใหญ่ พบจุดอ่อนระบบพยากรณ์ไม่ครอบคลุมลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เตรียมดึง JICA สำรวจ 14 จุดเสี่ยง เสนอใช้โครงการถนนวงแหวนช่วยระบายน้ำ พร้อมรับมือมวลน้ำมหาศาลระดับ 5,000 ลบ.ม./วินาที

      เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ที่ห้องประชุม CEO ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้รับมอบหมายจากผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ให้เป็นตัวแทนส่วนราชการเข้าร่วมประชุมคณะทำงานถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย โดยมี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานการประชุมเพื่อวางแผนยกระดับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่

เปิดช่องโหว่ระบบเตือนภัย ไร้สถานีวัดน้ำหลัก-ฐานข้อมูลไม่เชื่อมโยง

       รายงานข่าวแจ้งว่า ในที่ประชุมได้มีการวิเคราะห์ข้อจำกัดของระบบพยากรณ์อากาศและเตือนภัยน้ำท่วมในปัจจุบัน พบประเด็นสำคัญคือ จังหวัดสงขลายังไม่มีสถานีตรวจวัดน้ำหลักในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ขณะที่สถานีของกรมชลประทานยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ ทำให้การเตือนภัยที่อิงระดับน้ำในแม่น้ำเพียงอย่างเดียวไม่สอดคล้องกับสภาพทางกายภาพของเมืองหาดใหญ่

ที่ประชุมจึงมีข้อเสนอเร่งด่วน ได้แก่

  • การติดตั้งระบบตรวจวัดน้ำเพิ่มเติม และจัดทำแบบจำลองสถานการณ์น้ำ (Water Model) เพื่อคาดการณ์ฝนและวางแผนอพยพ

  • การบูรณาการฐานข้อมูล (Single Command) เชื่อมโยงข้อมูลจากทุกหน่วยงานให้เป็นระบบเดียวกัน เพื่อลดความสับสนในการแจ้งเตือนประชาชน

วิกฤตการระบายน้ำ หาดใหญ่รับได้เพียง 2 พัน แต่ยอดจริงอาจพุ่งถึง 5 พัน

       ประเด็นเชิงโครงสร้างเป็นอีกหนึ่งหัวข้อหลักที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ โดยข้อมูลระบุว่าปัจจุบันโครงสร้างระบายน้ำในหาดใหญ่รองรับปริมาณน้ำได้เพียง 1,999–2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่หากย้อนรอยสถิติ “มหาอุทกภัยปี 2543” พบว่ามีมวลน้ำไหลผ่านสูงถึง 4,000–5,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งหมายความว่าศักยภาพปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อการรับมือภัยพิบัติขนาดใหญ่

คณะทำงานจึงเสนอแนวทางแก้ปัญหาเชิงวิศวกรรม ประกอบด้วย:

  1. การปรับปรุงโครงการถนนวงแหวนของกรมทางหลวง ให้ทำหน้าที่เป็นแนวระบายน้ำเสริม

  2. การขยายศักยภาพคลองระบายน้ำอู่ตะเภา และขุดลอกทางน้ำเชื่อมต่อทะเลสาบสงขลา

  3. การจัดหาพื้นที่แก้มลิงในเขตเมือง เพื่อชะลอน้ำก่อนเข้าสู่ย่านเศรษฐกิจ

ผนึก JICA สำรวจ 14 จุดเสี่ยง-ยกระดับกู้ภัย

       สำหรับการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉิน ที่ประชุมยอมรับว่าที่ผ่านมาประสบปัญหา “ระบบสื่อสารล่ม” และความล่าช้าในการเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง จึงเตรียมนำเทคโนโลยีการสำรวจผู้ประสบภัยมาใช้ พร้อมติดตั้งระบบสื่อสารสำรอง (Repeater) เพื่อให้การรายงานตัวและจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

       นอกจากนี้ ยังมีการประสานความร่วมมือกับ องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ซึ่งได้ลงพื้นที่สำรวจจุดเสี่ยง 14 จุดในสงขลา เพื่อวางกรอบความร่วมมือ 4 ด้าน คือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน, การพัฒนาระบบคาดการณ์, การสนับสนุนระหว่างประเทศ และการนำโมเดล “หาดใหญ่” ไปเป็นต้นแบบการจัดการน้ำในพื้นที่อื่นทั่วประเทศ

“เป้าหมายสำคัญคือการทำให้แผนพยากรณ์และเตือนภัยทำงานได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขในกระดาษ โดยมีสำนักงานทรัพยากรแห่งชาติ และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นแกนหลักในการเร่งจัดหาเรดาร์เพิ่มเติมและจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการที่เบ็ดเสร็จ” แหล่งข่าวในที่ประชุมระบุ

      ทั้งนี้ แผนการดำเนินงานทั้งหมดจะถูกนำไปศึกษาความเหมาะสมเพื่อกำหนดเป็นแผนแม่บทระยะยาวในการป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจและชีวิตของชาวสงขลาอย่างยั่งยืนต่อไป