Skip to content
เมื่อด่านสกัดโจรไม่ได้…

ทหาร-รัฐจะแก้ยังไง…
22 ปีไฟใต้…ละลายแล้ว 5 แสนล้าน!
@@ 2 ขั้วคิดต่าง… ด่านมีไว้ทำไม?
การตั้งด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ชายแดนใต้ ทั้งทหาร ตำรวจ อส. และกองกำลังภาคประชาชน ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอด ว่าไม่สามารถสกัดกั้น หรือ “จำกัดเสรี” ของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้
เพราะตลอด 22 ปีไฟใต้ มีเหตุรุนแรงทุกรูปแบบเกิดขึ้นมากกว่า 10,000 ครั้ง ทำให้เกิดข้อถกเถียงถึงประโยชน์และประสิทธิภาพของการตั้งด่าน เนื่องจากทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เดือดร้อน และบางกรณีกลายเป็นการสร้างเงื่อนไขขัดแย้งในพื้นที่ เพราะเจ้าหน้าที่บางรายทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม หรือไปทะเลาะกับประชาชนเสียเอง
เรื่องนี้มี 2 แนวคิดตอบโต้กันมาตลอด

แนวคิดที่หนึ่ง คือ ตั้งคำถามว่า “ด่านมีไว้ทำไม” ไม่เห็นช่วยอะไร
แนวคิดที่สอง คือ ตั้งด่าน ดีกว่าไม่ตั้ง เพราะสามารถจำกัดเสรีกลุ่มก่อความไม่สงบได้จำนวนหนึ่ง หากไม่ตั้งด่านเลย จะทำให้คนร้ายมีเสรีในการก่อเหตุมากกว่านี้
@@ 4 เหตุผลใหญ่… ป่วนใต้รอดด่านตรวจทุกรอบ!
จากการเก็บรวบรวมข้อมูลของ “ทีมข่าว” พบว่า การตั้งด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ ไม่สามารถสกัดกั้นปฏิบัติการของกลุ่มก่อความไม่สงบได้จริง เพราะฝ่ายผู้ก่อเหตุมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ และเป็น “กลุ่มคนในท้องถิ่น” ชำนาญพื้นที่เป็นอย่างดี และมีกลยุทธ์ในการก่อเหตุที่แยบยล สรุปได้ดังนี้
1.ด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ มักตั้งอยู่บนถนนสายหลัก แต่พื้นที่ชายแดนใต้มีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นชนบทกึ่งเมือง มีสวนยางพารามากมาย ทำให้มีการตัดถนนสายรอง และถนนสายท้องถิ่นที่ชาวบ้านใช้กันจำนวนมาก ถนนเหล่านี้ทะลุถึงกันคล้ายโครงข่ายใยแมงมุม ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่มีกำลังมากพอที่จะไปตั้งด่านสกัดได้ทุกจุด
2.กลุ่มผู้ก่อเหตุรู้จักพื้นที่ ชำนาญเส้นทาง หากมือก่อเหตุ เช่น มือปืน มือระเบิด ไม่ใช่คนในพื้นที่นั้น (เพราะต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัวในการก่อเหตุ จึงอาจส่งมาจากพื้นที่อื่น) แต่เวลาก่อเหตุ ก็จะมี “ทีมนำพา” ทั้งนำทาง ทั้งสเกาท์หน้า สำรวจเส้นทางก่อนลงมือ และพาหลบหนี
โดย “ทีมนำพา” เรียกว่า ฝ่ายเมล์ หรือ โลจิสติกส์ จะเป็น “ทีมประจำถิ่น” ที่คอยอำนวยความสะดวกให้กับ “มือปฏิบัติการ” ที่เรียกว่า “อาร์เคเค”
3.การก่อเหตุแต่ละครั้ง มีการวางแผนนานเป็นเดือนๆ มีการส่งแผนให้ฝ่ายยุทธศาสตร์ของกลุ่มก่อความไม่สงบที่ระดับผิดชอบระดับพื้นที่ ได้ตรวจสอบก่อน โดยยึดหลักการ “เป้าหมายชัด โอกาสมี ทางหนีพร้อม” จึงตัดสินใจเปิดไฟเขียวให้ปฏิบัติการ
ฉะนั้นการสกัดจับก่อนลงมือจึงยากมาก ที่สำคัญ “ทีมนำพา” หรือ “กลุ่มสเกาท์หน้า” จะใช้พวก “กลุ่มหน้าขาว” คือไม่มีหมายจับ ไม่มีประวัติคดีความมั่นคง ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สงสัยเวลาผ่านด่าน
4.ยุทโธปกรณ์ที่นำไปใช้ก่อเหตุ ไม่ว่าจะเป็นระเบิดแสวงเครื่อง หรือ อาวุธปืน มีการอำพราง เคลื่อนย้าย ดัดแปลงให้สามารถซุกซ่อนได้ตามเสื้อผ้า กระเป๋า หรือแม้แต่ในรถจักรยานยนต์ ทำให้หลายๆ ครั้งผ่านด่านตรวจได้ด้วยซ้ำ
ขณะเดียวกัน “ทีมนำพา” ยังมีเครือข่ายแนวร่วมป่วนใต้รอรับ ทั้งเปิดบ้านเป็นจุดนัดพบ เปลี่ยนเสื้อผ้า ซ่อนอาวุธ และสลับรถเพื่อหลบหนี ไม่ให้เจ้าหน้าที่สกัดจับได้อีกด้วย โดยพาหนะที่ใช้พาหนี หรือพาไปก่อเหตุ ล้วนมีการดัดแปลง อำพราง หรือเปลี่ยนป้ายทะเบียน เรียกว่า “สารพัดวิธี” เลยทีเดียว
ทั้งหมดนี้คือความยากของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในการทำงาน ท่ามกลางแรงกดดันและความคาดหวังของประชาชน ซึ่งมักจะสวนทาง และไม่สอดคล้องกัน!
Post Views: 2