หมายเรียก-หมายจับ 2 ทหาร จับสัญญาณ…ส่อวืด!

1 เดือนกับอีก 1
สัปดาห์ ไม่มีหมายเรียก/หมายจับ “เจ้าหน้าที่รัฐมีสี” ที่คาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับทีมสังหาร สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ
ทั้งๆ ที่หลักฐาน พยาน ข้อมูลลับ ส่งให้ทั้งตำรวจ และแจ้งนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ไปหมดแล้ว
– 25 เม.ย. สส.กมลศักดิ์ ทนไม่ไหว ต้องขยับเข้าแจ้งความร้องทุกข์ด้วยตัวเอง
– 26 เม.ย. ประชาชาติเปิดหน้ากันทั้งพรรค นำโดย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรค และประธานที่ปรึกษานายกฯ กับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรค อดีต รมว.ยุติธรรม ประสานเสียงมี “คนที่ 6” เหนือทีมสังหาร
– 27 เม.ย. คณะทำงานคลี่คลายคดีประชุมใหญ่ที่ บก.ภ.จว.นราธิวาส แต่ก็ไม่มีการออกหมายเรียก หมายจับผู้ใดเพิ่มเติม อ้างให้รออีก 3 วัน
@@ วงในจับสังเกต…
วงประชุมที่กองบังคับการตำรวจภูธรภาค 9 ถูกระบุว่าเป็นการ “ประชุมใหญ่ชุดคลี่คลายคดี” แต่ปรากฏว่า ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภ.9) ไม่ได้เป็นประธานการประชุมเอง
ประธานคือ พล.ต.ต.ธเรศ แก้วละเอียด รอง ผบช. ที่คุมสายงาน “อำนวยการ” ไม่ได้คุมสายสืบสวน ปราบปราม ทั้งๆ ที่เป็นคดีอาชญากรรมสำคัญ
ผู้การสืบ จชต. ไม่ได้เข้าประชุม ชุดสืบไม่ปรากฏตัวในวงประชุม
เกิดคำถามว่า ภาพที่ออกมาแบบนี้ ตำรวจกำลังเอาจริง เพื่อไล่ล่าผู้บงการทีมสังหาร กำลังเต้นฟุตเวิร์คให้เรื่องค่อยๆ เงียบหายกันแน่
@@ วงใน(กว่า) แจงเหตุ…
มีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงพยายามอธิบายและตอบคำถามจากเสียงวิจารณ์ที่เกิดขึ้น
– ผบช.ภ.9 ไม่ได้มีชื่อเป็นชุดคลี่คลายคดี จึงไม่ได้เข้าร่วมประชุม
– ผบช.ภ.9 แต่งตั้ง พล.ต.ต.ธเรศ เป็นหัวหน้าชุดคลี่คลายคดี เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน
– รอง ผบช.ที่คุมงานสายสืบสวนใกล้เกษียณ เหลืออีก 5 เดือน ได้ยศ พล.ต.ท. จึงขอไม่ยุ่งเกี่ยวกับคดี นัยว่าเกรงคดีจะไม่ต่อเนื่อง
– ตำรวจในคณะทำงานบางคนเริ่มเครียด เพราะไม่มั่นใจในทิศทางของผู้บังคับบัญชา จึงกังวลกันสารพัด เนื่องจากคดีมีความโยงใยกับกลุ่มคนมีสี และผู้มีอิทธิพลในพื้นที่อย่างชัดแจ้ง
@@ ผู้การสืบ จชต. ขอใช้สิทธิ์พาดพิง…
พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล ผู้การสืบ จชต. หรือ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอชี้แจงข่าวที่ออกมา
– ผบช.ภ.9 ไม่ได้เข้า เพราะไม่มีชื่อในคณะทำงาน
– มีประชุม 2 รอบ รอบเช้าทีมสืบเข้าครบ รวมทั้งตนเองด้วย ส่วนภาคบ่ายเป็นอีกวง เป็นชุดเล็ก ทีมนราธิวาส ชุดสืบ จชต.จึงไม่ได้เข้า
@@ ข้อมูลลึกสุดใจ…
มีข้อมูลจากแหล่งข่าวระดับสูงเปิดเผยเบื้องลึกของคดี
– ชุดคลี่คลายคดีประสาน 2 นายทหารเรือที่ถูก สส.กมลศักดิ์ แจ้งความดำเนินคดีแล้ว
– ทั้งสองคนขอเวลาอีก 1 สัปดาห์ จะเข้าพบพนักงานสอบสวน
– คาดว่าทางตำรวจจะไม่มีการแจ้งข้อหา ไม่มีการออกหมายเรียกหรือหมายจับ
– คาดว่าเป็นการเชิญมาให้ถ้อยคำ แล้วส่งกลับภายใต้การควบคุมของนายทหารพระธรรมนูญ เพราะทั้งคู่ยังเป็นข้าราชการทหาร
– ที่ผ่านมาหน่วยนาวิกโยธินไม่ได้นิ่งนอนใจ สั่งย้าย สั่งขัง ทุกคนที่เคยพบปะพูดคุยกับทีมสังหาร แม้ไม่เกี่ยวข้องกับคดีนี้เลยก็ตาม โดยมีการสั่งลงโทษนับสิบคน
– แต่ฝั่งตำรวจยอมรับ คดีนี้อาจจะจบแค่ 5 คนที่ถูกฝากขังในเรือนจำ ในฐานะ “ทีมสังหาร” เพราะหลักฐานที่จะพาดพิงไปถึงผู้บงการนั้น ยากจริงๆ
– คณะทำงานอ้างว่าไม่มีการประชุมวางแผนที่ศาลากลางหลังเก่า และไม่มีข้อมูลเกี่ยวข้องอะไรกับ น.อ.มนตรี ที่ถูกกล่าวหาพาดพิง
– กล้องวงจรปิดที่ศาลากลางหลังเก่าไม่ได้เสีย แต่ไม่มีกล้องเลยต่างหาก
@@ แยก 2 สำนวน ฟัน 5 ผู้ต้องหา “พยายามฆ่า-ทำลายหลักฐาน”
แหล่งข่าวระดับสูงจากชุดคลี่คลายคดี ให้ข้อมูลสุดท้าย…
– ภายในสัปดาห์หน้า พนักงานสอบสวนเตรียมสรุปสำนวนการสอบสวนทั้งหมดเพื่อส่งให้พนักงานอัยการพิจารณาสั่งฟ้อง
– แยกประเด็นการดำเนินคดีออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ
หนึ่ง คดีพยายามฆ่าและทำลายหลักฐาน มีผู้ต้องหา 5 ราย
ในข้อหาพยายามฆ่า มีผู้ต้องหาที่ตำรวจแจ้งข้อหาไปก่อนหน้านี้จำนวน 4 คน ส่วนอีก 1 คน เป็นข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการทำลายพยานหลักฐาน คือ ชำแหละรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ
พยานหลักฐานในส่วนนี้มีความแน่นหนามาก และมั่นใจว่าจะสามารถเอาผิดได้ในชั้นศาลอย่างแน่นอน
@@ อีก 1 สำนวนเอาผิด “น.อ.มนตรี” ปมให้ยืมรถ
สอง คดีที่เกี่ยวข้องกับ น.อ.มนตรี ผู้ที่ให้ทีมสังหารยืมรถของ กอ.รมน.ไปใช้ก่อเหตุ
เป็นคดีเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157
เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และทำให้ทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย
มีการดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญา
@@ แจ้งจับ 2 ทหาร ชั่งน้ำหนักหลักฐาน “กล่าวหาลอยๆ”?
ส่วนกรณีที่ สส.กมลศักดิ์ เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติมต่อ น.อ.มนตรี และ ว่าที่ น.ต.เดโช ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องช่วยเหลือทีมสังหารนั้น
– พนักงานสอบสวนเตรียมเรียกทั้งคู่มาสอบปากคำ หรือรับทราบข้อกล่าวหาในเร็วๆ นี้
– แต่สังคมต้องแยกให้ออกระหว่างคำให้การลอยๆ กับหลักฐานที่สืบสวนต่อได้จริง เช่น ถ้าบอกว่านำปืนไปทิ้งจุดไหน แล้วเจ้าหน้าที่ตามไปเจอปืนจริงๆ แบบนี้ศาลรับฟัง แต่ถ้าบอกแค่ว่าคนนั้นคนนี้ขับรถ โดยที่วงจรปิดระบุตัวตนไม่ได้ ย่อมถือว่าก้ำกึ่ง
– แต่เมื่อมีการร้องทุกข์มา ตำรวจก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนและรวบรวมพยานหลักฐานให้ถึงที่สุด
@@ เคลียร์แทนแม่ทัพไม่เคยป้องใคร สั่งเด็ดขาด “ถึงไหนถึงกัน”
แหล่งข่าวรายเดิมยังกล่าวเน้นย้ำเพื่อขอความเป็นธรรมให้กับองค์กรทหารและตำรวจในพื้นที่
– คดีดำเนินไปอย่างรวดเร็วเนื่องจากได้รับความร่วมมืออย่างดีเยี่ยมจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง
– แม่ทัพภาคที่ 4 สั่งการตั้งแต่วันแรกว่า “ถึงไหนถึงกัน” หากมีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด ไม่มีการปกป้อง
– มีการใช้กฎอัยการศึกควบคุมตัวตั้งแต่วันแรกๆ ทำให้ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานได้ทันท่วงที ถ้ารอหมายจับตาม ป.วิอาญา พยานหลักฐานสำคัญอาจถูกทำลายไปก่อนแล้ว โดยเฉพาะรถยนต์และอาวุธปืน
“ผมขอการันตีด้วยเกียรติว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว เป็นพฤติกรรมของบุคคลที่ทำผิด ไม่ใช่การดำเนินการขององค์กร” แหล่งข่าวกล่าวทิ้งท้าย
Post Views: 2