‘ราเชน’ ลุยร้อยเอ็ดปรับทัพพรรคทางเลือกใหม่

เผย กมธ.ทหาร เล็งเรียก 3 เหล่าทัพถกปมยกเลิกเกณฑ์ทหาร

       เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 นายราเชน ตระกูลเวียง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ ได้เดินทางไปเป็นประธานในการประชุมใหญ่สาขาพรรคทางเลือกใหม่ จังหวัดร้อยเอ็ด (สาขาลำดับที่ 7) ณ บ้านเลขที่ 8 หมู่ 9 ตำบลดู่น้อย อำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อจัดระเบียบโครงสร้างพรรคในระดับภูมิภาค และพบปะประชาชนในพื้นที่

    การประชุมดังกล่าวมีวาระสำคัญในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคทางเลือกใหม่ โดยมีระเบียบวาระการประชุมที่น่าสนใจ การรับรองรายงานการประชุมจัดตั้งสาขาพรรคทางเลือกใหม่ จังหวัดบุรีรัมย์ (สาขาลำดับที่ 31) ซึ่งได้ดำเนินการจัดตั้งไปเมื่อวันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2564 และ การเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคทางเลือกใหม่ จังหวัดร้อยเอ็ด (สาขาลำดับที่ 7) ชุดใหม่ทั้งคณะ พร้อมทั้งการแจ้งที่ตั้งสำนักงานสาขาพรรคฯ แห่งใหม่ในพื้นที่

      ในโอกาสนี้ นายราเชน ตระกูลเวียง ได้กล่าวต่อหน้าสมาชิกพรรคและประชาชนที่มาร่วมประชุม ถึงความคืบหน้าการทำงานในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่า ขณะนี้ในชั้นกรรมาธิการกำลังมีการหยิบยกประเด็นการยกเลิกการเกณฑ์ทหารขึ้นมาหารืออย่างจริงจัง

     “ในสัปดาห์ก่อนสิ้นเดือนนี้ จะมีการเชิญตัวแทนจากทุกหมู่เหล่า ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ มาพูดคุยเพื่อหาวิธีการว่าจะสามารถยกเว้นการเกณฑ์ทหารได้อย่างไรบ้าง เนื่องจากแนวนโยบายของรัฐบาลต้องการเปลี่ยนไปสู่ระบบทหารอาสา ใครที่สมัครใจก็เข้ามา มีเงินเดือนรองรับ และยึดเป็นอาชีพได้ ซึ่งตรงกับความต้องการของประชาชน” นายราเชน กล่าว

     อย่างไรก็ตาม หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ยอมรับว่า ส่วนจะสามารถยกเลิกได้เลยหรือไม่ หรือจะมีแนวทางปฏิบัติอย่างไร ยังคงต้องไปพิจารณาในรายละเอียดและหาข้อสรุปร่วมกันในชั้นกรรมาธิการอีกครั้ง ซึ่งเชื่อว่ามีทางออกหลายแนวทาง

    นอกจากนี้ นายราเชน ยังได้สะท้อนถึงอุปสรรคและประสบการณ์การทำงานในสภาผู้แทนราษฎร โดยเปิดเผยความขัดแย้งในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวานนี้ (15 พฤษภาคม) ในวาระการลงมติเห็นชอบกฎหมายค้างเก่าที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่งให้รัฐสภาพิจารณาจำนวน 34 ร่าง

     นายราเชน ระบุว่า ในฐานะพรรคฝ่ายรัฐบาล ตนพร้อมที่จะโหวตสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว แต่เกิดการคัดค้านและถกเถียงกันอย่างรุนแรงระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กลุ่มอิสระ เนื่องจาก ส.ว. บางส่วนต้องการให้แยกการลงมติร่างกฎหมายออกเป็น 1 ร่าง (แยกเป็น 33 ร่าง และ 1 ร่าง) ขณะที่อีกฝ่ายต้องการให้โหวตพร้อมกันทั้งหมด จนนำไปสู่การตั้งคำถามเรื่องการเคารพเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยในสภา

      “ส.ว. บางท่านบอกว่าโหวตไปก็ไม่ชนะ เพราะรู้อยู่แล้วว่าเป็นเสียงข้างน้อย จึงเรียกร้องให้เคารพเสียงข้างน้อย ซึ่งทางสภาก็เคารพ แต่ก็ต้องตั้งคำถามกลับว่า แล้วเสียงข้างน้อยได้เคารพเสียงส่วนใหญ่หรือไม่ จึงทำให้การอภิปรายยืดเยื้ออย่างมาก”