‘แสงแห่งความหวัง’ ในคืนที่มืดมิด เมื่อคนนั่งรถเข็นและกลุ่มเปราะบาง ได้มองเห็นหน้าลูกหลานอีกครั้ง

“ถ้าไม่มีโครงการนี้ ก็ไม่คิดว่าจะได้ทำแล้ว เพราะต้ามองไม่เห็นเลย… ตอนนี้ทำเสร็จแล้ว รู้สึกดีมากๆ ได้เห็นหน้าลูก เห็นสิ่งดีๆ ในชีวิตอีกครั้ง”

    น้ำเสียงที่สั่นเครือพร้อมน้ำตานองหน้าของ นางบีเดาะ กามาลี ผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบางบนรถเข็น สะท้อนภาพจริงของวิกฤตสาธารณสุขที่ซ้อนทับอยู่บนพื้นที่ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

   ในดินแดนที่มิติความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของประชาชนแยกออกจากกันไม่ออก ปัญหาการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทาย โดยเฉพาะ “ระบบคิว” และข้อจำกัดด้านแพทย์เฉพาะทาง ที่ทำให้ผู้ป่วยโรคต้อกระจกจำนวนมากต้องรอคอยความหวังจากจักษุแพทย์ที่เดินทางมาตรวจเพียง “เดือนละครั้ง” บางรายต้องทนอยู่ในโลกมืดนานนับปีเนื่องจากอุปสรรคด้านค่าใช้จ่ายและการเดินทาง

   ทว่า ระหว่างวันที่ 19-21 มิถุนายน 2569 ณ โรงพยาบาลโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ภาพของผู้สูงอายุกว่าร้อยชีวิต และ ที่นั่งเรียงรายบนรถเข็นจำนวนไม่น้อยเลย ได้เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกและต้อเนื้อ กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของโครงการ “แสงแห่งความหวังรักษาตาให้ประชาชน” ที่เข้ามาทำหน้าที่ทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำและมอบแสงสว่างให้ผู้ยากไร้ในพื้นที่

     จากการลงพื้นที่ดูบรรยากาศในโรงพยาบาลโคกโพธิ์ พบว่ามีประชาชนกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และผู้ยากไร้ หลั่งไหลมารับการคัดกรองสายตาสูงถึง 219 คน จากยอดผู้ให้ความสนใจรวมกว่า 300 คน ซึ่งถือว่าทะลุเกินกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ที่ 200 คน โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการผ่าตัดคืนแสงสว่างในครั้งนี้รวม 108 ดวงตา

    ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากการบูรณาการเชิงรุกร่วมกันระหว่าง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) นำโดย พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4, พล.ต.ชาคริต อุจะรัตน ผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี (ศสว.) ร่วมกับฝ่ายสาธารณสุข ฝ่ายปกครอง และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 12 สงขลา โดยมี พลตรี ศักดาอธิฏฐ์ ธีรสีหไตร รองผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยการประสานงานของ พ.อ.เอกธวุฒิ คงคาเขตร ผู้อำนวยการโรงเรียนการเมือง ศสว. และ พ.อ.ณัฎฐพล สุนทรนรท์ ผบ.ฉก.ทพ.43

     พ.อ.พิเศษ นพ.โสรัฐ พลชัย จักษุแพทย์ทหารและรองผู้อำนวยการสำนักงานแพทย์ทหาร กรมยุทธบริการทหาร (กองบัญชาการกองทัพไทย) ซึ่งเป็นแพทย์ผู้ลงมือผ่าตัดหลัก เปิดเผยว่า โครงการนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2562 ก่อนวิกฤตโควิด-19 โดยทีมแพทย์ได้ตระเวนสายรักษาในพื้นที่สีแดงและพื้นที่ยากลำบากมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น อ.ยะหา, อ.มายอ, อ.ทุ่งยางแดง, อ.ศรีสาคร, อ.ระแงะ หรือ อ.สุไหงโก-ลก

      เมื่อถามถึงความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ความมั่นคง หมอโสรัฐ เล่าเหตุการณ์ระทึกขวัญในอดีตให้ฟังว่า

“ครั้งนั้นหลายปีก่อนเรามาทำที่โคกโพธิ์ พอผ่าตัดเสร็จ วันอาทิตย์เปิดตาคนไข้เรียบร้อย หลังจากที่เราขับรถออกไป ก็เกิดระเบิดขึ้นที่ป้อมจอดรถจักรยานยนต์หน้าโรงพยาบาลช่วงเช้าเลย”

    แม้จะเผชิญกับภัยความไม่สงบมาตลอด 12 ปี (ตั้งแต่ปี 2557 – 2569) แต่ “หมอโสรัฐ” ยืนยันว่าจรรยาบรรณแพทย์ต้องอยู่เหนือความกลัว

     “เราเป็นแพทย์และเป็นทหารด้วย เพราะฉะนั้นเราจะมีจรรยาบรรณแพทย์ในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายเดียวกัน หรือใครก็ตาม คนที่มีปัญหาและต้องเข้าสู่ระบบการรักษา จะต้องได้รับการรักษาอย่างมีมาตรฐานและปลอดภัย ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เคสสะสมมีมากขึ้นเรื่อยๆ เราไม่อยากให้เกิดภาวะตาบอดที่ป้องกันได้โดยที่พวกเขาไม่ได้รับการรักษา”

    ที่น่าสนใจไปกว่านั้น หมอโสรัฐ ให้ข้อมูลเชิงลึกว่า กลุ่มคนที่เข้าถึงยากที่สุดคือกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงที่ตาบอดทั้งสองข้างจนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และที่สำคัญที่สุดคือ “กลุ่มญาติหรือมารดาของแกนนำกลุ่มผู้เห็นต่าง”

      “บางทีฝ่ายความมั่นคงพามา เป็นคุณแม่ของแกนนำ ซึ่งเขาก็ไม่ได้บอกเราหรอก มาในนามชาวบ้านทั่วไป เราก็รักษาให้จนกลับมามองเห็น ช่วยเหลือตัวเองได้ มองเห็นหน้าลูกหลานได้อีกครั้งเคสนั้นจากมายอ” นายแพทย์ทหารกล่าว

    ขณะที่ นางบีเดาะ ต้องหลุดออกจากระบบการรักษาไปนานเนื่องจากวิกฤตอุทกภัยที่ผ่านมาบวกกับความเครียดสะสมจนดวงตามืดสนิทและไม่มีกำลังทรัพย์ในการเดินทาง ด้าน นายมัสลัน มะแซะ ญาติผู้ป่วยอีกราย ได้สะท้อนมุมมองทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ อย่างน่าสนใจว่า โรคตาต้อกระจกในผู้สูงอายุไม่ได้ทำร้ายแค่ตัวผู้ป่วย แต่กำลังซ้ำเติมปัญหาปากท้องในพื้นที่ชายแดนใต้

“บางครอบครัวลำบากอยู่แล้ว พอคนในครอบครัวมองไม่เห็น ก็ยิ่งซ้ำเติมความยากจนเข้าไปอีก เพราะลูกหลานต้องหยุดงานหาเช้ากินค่ำมาคอยดูแล ทำให้สูญเสียรายได้ โครงการนี้ช่วยลดคิวที่ต้องรอเป็นปีๆ ได้ดีมาก อยากให้มีหมุนเวียนไปทุกโรงพยาบาลในพื้นที่ เดือนละครั้ง หรือ 3 เดือนครั้งก็ยังดี เพื่อช่วยให้ปัญหาต้อกระจกหมดไป” นายมัสลัน ระบุ

    สอดคล้องกับข้อมูลทางเทคนิคจาก พ.ญ.สุจิตรา ลักษณะ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลโคกโพธิ์ และ นพ.อนันต์ ชินดือเระ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโคกโพธิ์ ที่ยอมรับตรงกันว่า ตามระบบสาธารณสุขปกติในพื้นที่ห่างไกล กระบวนการตั้งแต่คัดกรอง ติดตาม และประเมินผลใช้เวลานานมาก ประกอบกับโรงพยาบาลชุมชนมักมีแพทย์เฉพาะทางหมุนเวียนมาตรวจเพียงเดือนละครั้ง ทำให้คิวผ่าตัดสะสมยาวนานเป็นปี การนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เชิงรุกเข้ามาจึงเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ด้าน พลตรี ศักดาอธิฏฐ์ ธีรสีหไตร รองผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี ได้กล่าวระหว่างพบปะและแสดงความห่วงใยต่อประชาชนอย่างลึกซึ้ง โดยย้ำว่าเป้าหมายของรัฐไม่ได้หยุดอยู่แค่การยุติความรุนแรง

     “ภารกิจของ กอ.รมน.ภาค 4 สน. โดยเฉพาะอย่างยิ่งศูนย์สันติวิธี เราต้องการที่จะขับเคลื่อนภารกิจเพื่อสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่ แต่เป้าหมายปลายทางอันแท้จริง ไม่เพียงแค่สันติสุขที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ไม่มีความรุนแรงเท่านั้น แต่คือความอยู่ดีกินดี คุณภาพชีวิตที่ดี และความสุขของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ หากประชาชนไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิต สิ่งที่เราได้ทุ่มเทกำลังกายกำลังใจที่จะสร้างความสงบมันก็เสียเปล่า เพราะฉะนั้นหัวใจสำคัญของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ พลเรือน ก็คือความสุขของประชาชน”

     พลตรี ศักดาอธิฏฐ์ กล่าวต่อว่า “วันนี้นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะนำพาให้พี่น้องประชาชนที่บกพร่องด้านดวงตา ได้มีโอกาสรับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ท่านจะได้กลับมามีโอกาสได้เห็นลูกหลานของท่านอย่างชัดๆ อีกครั้งหนึ่ง เป็นดวงตาที่เป็นความหวังที่จะได้เห็นอนาคตของเติบโตในแผ่นดินปัตตานี ได้เห็นความสวยงามและสันติสุขที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”

      ความสำเร็จของโครงการ “แสงแห่งความหวัง” ที่โรงพยาบาลโคกโพธิ์ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจาก สปสช. เขต 12 ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการคืน “ดวงตา” ให้กับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางกว่าร้อยชีวิตให้กลับมามองเห็นหน้าลูกหลานอีกครั้งในคืนที่เคยมืดมิด

      แต่นี่อาจเป็นหนึ่งใน “โมเดลเชิงรุกทางสาธารณสุข” ที่ใช้ “มนุษยธรรมและจรรยาบรรณแพทย์” นำการทหาร เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง และสร้าง “แสงสว่างแห่งความจริงใจ” ให้เกิดขึ้นในใจของชาวบ้านชายแดนใต้… อย่างที่ระบบราชการตามช่องทางปกติอาจจะยังก้าวเข้าไม่ถึงอย่างแท้จริง