ชาวประมงปัตตานี โวยรัฐไม่จริงใจแก้ปัญหา

  

 สันทรายยักษ์ปิดตายปากอ่าว ปล่อยลอยแพรับชะตากรรมน้ำจืดสนิท-สัตว์น้ำสูญพันธุ์

     แกนนำประมงพื้นบ้านอวนลอยรอบอ่าวปัตตานีร้องเรียนผ่านสื่อ สะท้อนความสิ้นหวัง หลังเจ้าท่าฯ แจงงบศึกษาผลกระทบขุดลอกร่องน้ำ ไม่ได้รวมถึงการรื้อ “สันทรายแหลมตาชี” ที่ขวางทางน้ำไหล เผยยืดเยื้อนับสิบปีทำระบบนิเวศพัง น้ำนิ่งกลายสภาพเป็นน้ำจืด ด้านนักวิชาการประมงเตือนวิกฤตซ้ำเติม สภาพน้ำตื้นเขิน-แดดจัด ทำน้ำร้อนจัด สัตว์น้ำหนีหาย-ทยอยตายสนิท

ชาวบ้านผิดหวัง นึกว่าได้งบรื้อสันทราย สุดท้ายแค่ศึกษาฯ

     จากกรณีที่หน่วยงานภาครัฐได้มีการตั้งงบประมาณเพื่อศึกษาผลกระทบของการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำปัตตานี โดยได้มีการเชิญตัวแทนชาวบ้านและชาวประมงพื้นบ้านเข้าร่วมรับฟังและเสนอความต้องการในเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความหวังให้กับชาวบ้านรอบอ่าวปัตตานีเป็นอย่างมากว่าจะได้รับการแก้ไขปัญหาสันทรายทับถมขวางทางเข้า-ออกของน้ำทะเล จนถึงขั้นมีการนัดหมายระดมมวลชนชาวประมงพร้อมเรืออวนลอยกว่า 30 ลำ เดินทางไปยังพื้นที่สันทรายเพื่อเป็นสักขีพยานและแสดงพลังเรียกร้องให้มีการรื้อถอนสันทรายดังกล่าวออกภายในวันที่ 30 มิถุนายนนี้

       ทว่า ล่าสุดความหวังของชาวบ้านกลับต้องพังทลายลง เมื่อได้รับการยืนยันจากสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาปัตตานี ว่า โครงการดังกล่าวเป็นเพียง “โครงการศึกษาทางด้านวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม สำหรับการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำปัตตานี อ.เมือง จ.ปัตตานี และศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับการขุดลอกและบำรุงรักษาชายฝั่งทะเลที่แหลมตาชี” เท่านั้น ไม่ได้มีแนวคิดหรือแผนงานที่จะขุดลอกเอาสันทรายที่ขวางทางน้ำเข้า-ออกของอ่าวออกตามที่ชาวบ้านเข้าใจแต่อย่างใด

แกนนำโวยทุจริตเชิงนโยบาย? งบขุดลอกมีทุกปี แต่ไม่เคยตรงจุด

        นายมะอ สาและ แกนนำกลุ่มประมงอวนลอยบ้านบูดี เปิดเผยด้วยความอัดอั้นใจว่า ชาวบ้านพยายามเรียกร้องให้ภาครัฐแก้ไขปัญหาสันทรายแหลมตาชีที่ปิดกั้นปาดทางน้ำไหลระหว่างอ่าวไทยกับอ่าวปัตตานีมาเป็นเวลานานเกือบ 10 ปีแล้ว เนื่องจากการปิดกั้นดังกล่าวทำให้น้ำทะเลจากอ่าวไทยไม่สามารถหมุนเวียนเข้ามาในอ่าวปัตตานีได้ ส่งผลให้น้ำในอ่าวนิ่งสนิทและกลายสภาพเป็นอ่าวรีไซเคิลน้ำจืดเกือบทั้งหมด สัตว์น้ำเริ่มลดจำนวนลงและสูญพันธุ์ไปหลายชนิด

“พวกเราเรียกร้องมาเป็นสิบปี สิ่งที่อยากให้ทำคือขุดสันทรายออกกลับไม่ทำ ทราบมาว่ามีงบประมาณสำหรับการขุดลอกร่องน้ำปัตตานีส่งมาให้ทุกปี แต่ไม่เคยมีการขุดลอกตรงสันทรายที่เป็นปัญหาจริง ๆ เลย วันนี้คนหาเช้ากินค่ำรอบอ่าวปัตตานี ทั้ง 9 หมู่บ้าน จำนวนนับแสนคนที่ฝากชีวิตไว้กับอาชีพประมงกำลังเดือดร้อนแสนสาหัส จึงอยากเรียกร้องให้ทางจังหวัดปัตตานีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หันมาสนใจแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างจริงจังและจริงใจ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้” นายมะอ กล่าว

นักวิชาการชี้ วิกฤตซ้อนวิกฤต แดดเผาทำอ่าวร้อน-พันธุ์สัตว์น้ำวิกฤต

       ขณะที่ นายทศพล พลรัตน์ นักวิชาการจากศูนย์พัฒนาและวิจัยสัตว์น้ำชายฝั่งปัตตานี ได้สะท้อนมุมมองทางวิชาการถึงวิกฤตระบบนิเวศในอ่าวปัตตานีว่า ปัจจุบันสภาพของอ่าวปัตตานีมีความตื้นเขินเป็นอย่างมาก เมื่อน้ำในอ่าวกลายสภาพเป็นน้ำจืดขังอยู่นานเกินไปเพราะระบายออกสู่อ่าวไทยไม่ได้ ขณะเดียวกันน้ำเค็มจากอ่าวไทยก็ไหลเข้ามาเติมตามวงจรธรรมชาติไม่ได้ ส่งผลให้สัตว์น้ำปรับตัวไม่ทัน ทยอยอพยพย้ายถิ่นฐานหนี หรือไม่ก็ต้องตายจนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

       นอกจากนี้ ในปี 2569 นี้ สภาพอากาศยังมีความร้อนรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา แสงแดดที่แผดเผาทำให้น้ำในอ่าวที่ตื้นเขินเกิดภาวะ “ร้อนจัด” และเกิดความเค็มในลักษณะที่ผิดปกติ ซึ่งเกิดจากการระเหยของน้ำเพราะความร้อน ไม่ใช่ความเค็มจากน้ำทะเลอ่าวไทยที่ไหลเวียนตามธรรมชาติ สภาวะแวดล้อมที่แปรปรวนขั้นวิกฤตนี้ ทำให้ชาวประมงไม่สามารถจับพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำทะเลได้เลย จึงอยากวิงวอนให้ทุกภาคส่วนนำปัญหานี้เข้าสู่กระบวนการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและจริงจัง