Concur Patchwork ชุบชีวิตให้ผืนผ้า ด้วยดีไซน์และไอเดีย

เมื่อพูดถึง “ตลาดเสื้อผ้ามือสอง” ในชายแดนใต้ ปัตตานีคือตลาดแหล่งใหญ่ที่เป็นที่กล่าวถึงของแฟนพันธุ์แท้มือสอง หากเสื้อผ้ามือสองทุกตัวไม่ได้ถูกซื้อ เสื้อผ้าที่ไม่ถูกเลือกจำนวนมหาศาลก็ถูกทิ้งเป็นภาระโลก โยนลงทะเล หรือทิ้งไปที่อื่น ฮุสนีย์ สาแม หรือ “จู” ผู้ขายมาตั้งแต่เป็นนักศึกษาในปัตตานี จนปัจจุบันเกือบสิบปี จึงก่อตั้งแบรนด์ Concur Patchwork ชุบชีวิตเสื้อผ้ามือสองที่หมดราคาในตลาดมาอัพไซเคิล ปรับเปลี่ยนสไตล์ให้กลายเป็นสินค้าชิ้นใหม่ขึ้นมา
Concur Patchwork เป็นแบรนด์เสื้อผ้ามือสองของจู หรือที่คนในแวดวง upcycling รู้จักกัน คนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดกว้างไกล สามารถแปลงของไร้ค่าที่เกือบเป็นขยะให้กลายเป็นสินค้าใหม่ที่สร้างรายได้ให้ตัวเขา ชุมชน และสังคม
“พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ถือเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของเสื้อผ้ามือสอง เสื้อผ้าจะเข้ามาเป็นกระสอบแยกเป็นเกรดต่างๆ เกรด A จะมีราว 20 -30 เปอร์เซ็นต์ เกรด B ราว 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นเสื้อผ้าเกรด C ซึ่งมักมีตำหนิ คุณภาพต่ำ ขายไม่ได้ ของกลุ่มนี้จะโดนโล๊ะทิ้ง เป็นขยะตามชุมชน ตามสถานที่ต่างๆ กลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม จากประสบการณ์ที่ผมเคยเป็นพ่อค้าขายเสื้อผ้ามือสองทำให้เห็นข้อดีของ “งานหางกระสอบ” เหล่านี้ว่าเป็นวัตถุดิบที่ต้นทุนต่ำมากและมีปริมาณให้เลือกใช้อย่างไม่จำกัด จึงเกิดไอเดียที่จะนำขยะสิ่งทอเหล่านี้มารีไซเคิลและทำ Upcycling”
จูสะท้อนให้ฟังถึงปัญหาและแนวคิดที่จะต่อชีวิตให้เสื้อผ้ามือสอง จนเป็นที่มาของแบรนด์ “Corcur Patchwork”


“ผมเรียนจบภาษาอังกฤษ ไม่ได้จบแฟชั่นดีไซน์มา เลยใช้หลักคิดแบบคนไม่ได้เรียนดีไซน์ คือการแยกเสื้อผ้าให้เป็นส่วนๆ ก่อนเรียกว่า “ย่อยผ้า” แล้วนำมาเย็บต่อกันเป็นชิ้นใหญ่ สร้างแพทเทิร์น แล้วก็ตัดผ้าตามแพทเทิร์น นำไปเย็บ แล้วก็ขาย ซึ่ง 4-5 ขั้นตอนนี้ทำให้สามารถเปลี่ยนจากของที่ไม่มีมูลค่า กลับมาเป็นของที่สามารถขายในราคาหลักร้อยหลักพันได้”นอกจากการสร้างแพทเทิร์นใหม่แล้ว Concur Patchwork ยังนำเสื้อผ้ามือสองทรงสวยๆ ที่พบในตลาด มาปรับเปลี่ยนดีไซน์ ปรับไซส์ เปลี่ยนสีกระเป๋าหรือกระดุม เพื่อสร้างเอกลักษณ์ใหม่ ได้โปรดักส์ใหม่ไม่ซ้ำใคร “จู” บอกว่ากระบวนการเหล่านี้นับเป็นค    วามท้าทายในการพิสูจน์ว่า งานดีไซน์จากของที่คนมองข้ามสามารถตอบโจทย์ลูกค้าและขายได้จริง
เมื่อถามว่า “แฟชั่น” กับ “งาน Upcycling” มันไปด้วยกันได้จริงๆ หรือ จูให้มุมมองในเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า
“มันเป็น 2 คำที่สามารถรวมอยู่ด้วยกันได้ เพราะว่าการที่เราทำ Upcycling แล้วดีไซน์มันไม่สวย ใครจะซื้อ ต้องเอาปรัชญาการทำแฟชั่นเข้ามาสวม ให้เป็นงานที่มีเอกลักษณ์และคุณภาพ เป็นงานที่สร้างสรรค์ พอเราได้ 3 คีย์เวิร์ดนี้ ก็จะทำให้งานของเรามันมีคาแรคเตอร์ พอมีคาแรคเตอร์ ลูกค้าก็ทัชใจเข้าถึงเรื่องราว และเรื่องเล่าได้ เขาก็ซื้อ”
ปัจจุบันแบรนด์ Concur Patchwork สามารถส่งออกไปขายได้แล้วกว่า 20 ประเทศ ทั้งในกลุ่มอาเซียน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และฮ่องกง โดยใช้ Instagram เป็นช่องทางขายหลัก
“เนื่องจากสินค้าของเราแต่ละแบบมีเพียงชิ้นเดียวในโลก การจัดวางภาพใน IG จึงตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่ชอบงานแฟชั่นที่มีอัตลักษณ์ มีเรื่องราว และเป็นสินค้ารักษ์โลกที่กำลังเข้ากับเทรนด์ในปัจจุบันได้ดีที่สุด”


ผลสำเร็จของ “Corner Patchwork” ไม่ได้วัดที่ผลตอบรับจากลูกค้าเพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงผลกำไรที่ได้ตอบแทนชุมชนและสังคมด้วยแนวคิด win-win
“เราขับเคลื่อนด้วยโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่เรียกว่า SE (Social Enterprise: SE) เพื่อให้ธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเติบโตไปด้วยกัน โดยได้รับแรงบันดาลใจจากแบรนด์ระดับโลกอย่าง TOMS แต่ปรับเปลี่ยนจากการบริจาคสิ่งของ มาเป็นการกระจายรายได้และปันกำไรสุทธิเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ เช่น กลุ่มสตรีและแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในชายแดนใต้ รวมถึงสร้างงานให้เหล่านักศึกษาที่ต้องการหารายได้เสริม”
ปัจจุบันแบรนด์สามารถสร้างตำแหน่งงานในชุมชนได้กว่า 20 ตำแหน่ง และกระจายรายได้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานถึง 12 กลุ่มชุมชน นอกจากนี้ยังเปิดเวิร์คชอปสอนการบริหารและการเย็บผ้า เพื่อสร้างระบบนิเวศของแบรนด์ Upcycling ให้เติบโตขึ้นในพื้นที่ เพราะลำพังแบรนด์เดียวไม่สามารถจัดการขยะเสื้อผ้าทั้งหมดได้
“ชีวิตดีไม่มีอะไรง่าย ชีวิตง่ายไม่มีอะไรเลย” มันก็เปรียบเหมือนกับงานของเราที่   ไม่มีคำว่าง่าย แต่มันมีคุณค่า ถ้าเป็นงานง่ายๆ ใครๆ ก็ทำได้ แต่อยากจะบอกว่าถ้าคิดจะทำแล้วทำมันให้เต็มที่ครับ”


แม้จะประสบความสำเร็จในสายตาของคนทั่วไป แต่จูกลับให้คะแนนงานของเขาแค่ 3 เต็ม 10 เท่านั้น เพราะยังห่างจากเป้าหมายที่วางไว้คือ การพาแบรนด์ไปให้ไกลกว่าเดิม และเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเสื้อผ้ามือสองว่าไม่ใช่แค่การซื้อมาขายไปเท่านั้น แต่มีอีกหลายมิติที่ซ่อนอยู่ ในฐานะเครื่องมือขจัดความยากจน ช่วยสร้างงาน ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน และประกาศให้ทุกคนรู้ว่า “ปัตตานีมีของดี” นอกเหนือจากภาพจำเดิมๆ