สมาคมพัฒนาครูไทย-สกสค. ถกแก้หนี้ครู ชู 10 มาตรการ ดันดอกเบี้ยต่ำ 1-4% ผ่อนยาวถึงอายุ 99 ปี

วันนี้ ที่ หอประชุมคุรุสภา ห้องประชุมจันทร์เกษม ชั้น 4 สมาคมพัฒนาครูไทย ได้จัดการประชุมเสวนาร่วม 3 ฝ่าย เรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู “โครงการพัฒนาครูสู่ชีวิตใหม่” ควบคู่กับการประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2568 ครั้งที่ 5 ปี 2569 โดยมี นายปรีชา เมืองพรหม นายกสมาคมพัฒนาครูไทย ทำหน้าที่เป็นประธานและผู้ดำเนินการประชุม
จากการตรวจสอบข้อมูลและประมวลสาระสำคัญของเอกสารการประชุมดังกล่าวอย่างละเอียด พบประเด็นสำคัญครอบคลุมทั้งบรรยากาศการประชุม ข้อเสนอมาตรการแก้หนี้ 10 ข้อ โครงสร้างกลไกขับเคลื่อน ตลอดจนแผนงานธุรกิจเสริมรายได้ ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจ
การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมรวมทั้งสิ้น 43 คน อาทิ ตัวแทนสมาคมพัฒนาครูไทยจากทั่วประเทศจำนวน 29 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 29 คน, ภาคเหนือ 8 คน, ภาคใต้ 3 คน, ภาคกลาง 1 คน และยังมี คณะที่ปรึกษา ผศ.ดร.วิวัฒน์ชัย กุลมาศ ที่ปรึกษาฝ่ายสังคม/กฎหมาย และ นายสิริชัย วงค์พัฒนกิจ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและการกีฬา ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)
อย่างไรก็ดี ในส่วนของตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และธนาคารออมสินไม่ได้เดินทางมาร่วมประชุมเนื่องจากติดภารกิจ ที่ประชุมจึงต้องปรับรูปแบบเป็นการเสวนาร่วม 2 ฝ่าย ระหว่าง สมาคมพัฒนาครูไทย และ สกสค. แทน
ทั้งนี้ ในที่ประชุมมีการแจ้งว่า นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้ นายอาทิตย์ จำปาถิ่น ผู้เชี่ยวชาญ สกสค. เป็นผู้แทนเข้าร่วมรับฟังแนวทางและรับเรื่องเสนอตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย ขณะเดียวกัน นางอมลาภา จันทร์กระจ่าง รักษาราชการแทน ผอ.ธนาคารออมสิน ได้โทรศัพท์ประสานขอฝากเรื่องไว้กับ สกสค. เกี่ยวกับการชะลอหรือยกเลิกการอายัดเงินปันผลสหกรณ์ครูและการฟ้องยึดทรัพย์ เพื่อรอการจัดตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่ายเข้ามาแก้ไขปัญหาทั้งระบบ

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ในมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ซึ่งมีข้อเสนอสำคัญ 10 ประการ ได้แก่ การยกเลิกสัญญา 17 ข้อ ของโครงการ ช.พ.ค. 7 เนื่องจากเห็นว่าโครงสร้างสัญญาดั้งเดิมสร้างภาระดอกเบี้ยสูงเกินจริงและไม่เป็นธรรมต่อผู้กู้ระยะยาว
ปรับอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาชำระ เสนออัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 4 -1 เมื่อกู้คีบ 1 ปีจะขอเงินจากออมสินมาบริหารร้อยละ 1 เป็น 10 ส่วนคืนผู้กู้ที่เป็นกลุ่มดี 8 ส่วนคืนบริหารกรรมการ3ฝ่ายตังหวัด 7ส่วนคืนกรรมการบริหารระดับประเทศ
เพื่อตั้งธนาคารครูหรือธนาเพื่อการศึกษา
ขยายระยะเวลาผ่อนชำระประมาณ 400 งวด (ขยายเวลาชำระถึงอายุ 99 ปี หรือประมาณ 95 ปี) ตามแนวทางของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครศรีธรรมราช ยุค นายจำเริญ พรหมมาศ เมื่อปี 2568
ปลดล็อกเงื่อนไขการกู้ ไม่นำข้อมูลเครดิตบูโร และระเบียบการหักเงินเดือน 70-30 มาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณา
ยืดหยุ่นการหักเงินเดือนกำหนดการหักเงินเดือนคงเหลือไว้ใช้จ่ายร้อยละ 5 ถึง 50 ตามความเหมาะสมเฉพาะราย โดยเน้นกู้เพื่อประกอบอาชีพเพิ่มรายได้
โอนแก้หนี้หลังเกษียณร่วมกับกองทุนฟื้นฟูฯ สมัครเข้าร่วมกลุ่มจังหวัดละ 50 คนขึ้นไป เพื่อรับทุนสนับสนุนเครื่องมือสร้างรายได้ประมาณ 500,000 บาท เช่น โรงงานน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น

ทำประกันชีวิตหมู่ป้องกันมรดกหนี้: หักเงินออมเข้ากองทุนฯ เดือนละ 1,500 บาท เป็นหลักประกัน หากเสียชีวิตให้ถือว่าหนี้สิ้นสุด
ใช้ ช.พ.ค. บำเหน็จตกทอด ค้ำประกัน ให้ทายาทได้รับเงินส่วนที่เหลือเต็มจำนวนหลังหักลบกลบหนี้
ตั้ง “กองทุนพัฒนาครูไทย” เปิดบัญชีที่ธนาคารกรุงไทย สาขากระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการในนาม บริษัท สมุนไพรดี จำกัด เพื่อเป็นกองทุนหมุนเวียนค้ำประกันและโอนเงินเข้าธนาคารออมสิน โดยกำหนดผู้มีอำนาจเบิกจ่ายบัญชี (ใช้ 3 ใน 5 คน) ได้แก่ นายปรีชา เมืองพรหม, นางอิสรีย์ จันทร์เกษ, นายมานะ สุดสงวน, นายธีรวัฒน์ คำศรี, นายธนกฤต หลำพรม และ บจก.สมุนไพรดี
คุ้มครองเงิน ช.พ.ค./ช.พ.ส. และบำเหน็จตกทอด ขอให้เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท ห้ามเจ้าหนี้บังคับยึดทรัพย์ และขอให้ธนาคารออมสินหยุดยึด/อายัดทรัพย์ทุกกรณี โดยอ้างอิงอำนาจตาม พ.ร.บ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา
นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีการเตรียมเชิญผู้เกี่ยวข้องจัดตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย (ระดับประเทศและจังหวัด) ในวันที่ 24 หรือ 25 สิงหาคม 2569 นี้
สำหรับโครงสร้างคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย ตามข้อเสนอของโครงการพัฒนาครูสู่ชีวิตใหม่ ได้วางสัดส่วนบุคลากรขับเคลื่อนไว้ ฝ่ายกระทรวงศึกษาธิการ: เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. (ทำหน้าที่เป็นประธาน) พร้อมตัวแทนรวมประมาณ 9 คน
ฝ่ายสถาบันการเงิน ตัวแทนจาก ธนาคารออมสิน, บริษัทประกันชีวิต และ ธนาคารกรุงไทย (ประมาณ 3-5 คน) ฝ่ายสมาคมพัฒนาครูไทย (องค์กรนิติบุคคล) ตัวแทนครูรวม 9 คน จำแนกตามภูมิภาค ได้แก่ ภาคใต้ นายปรีชา เมืองพรหม (ประธาน/สุราษฎร์ธานี), นางอิสรีย์ จันทร์เกษ (ตรัง), นายปิยะพร มณีรัตน์ (ยะลา) ภาคกลาง: นายมานะ สุดสงวน (จันทบุรี), นายสิริชัย วงค์พัฒนกิจ (กทม.)
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: นายยงยุทธ พยัคฆ์ฤทธิ์ (บุรีรัมย์), นายธีรวัฒน์ คำศรี (ศรีสะเกษ)
ภาคเหนือ: นายธนกฤต หลำพรม (สุโขทัย), นายสมัย ใจภูมิ (พิจิตร)
คณะที่ปรึกษา ผศ.วิวัฒน์ชัย กุลมาศ (ฝ่ายกฎหมาย), ศ.ธีรภัทร เสรีรังสรรค์ (ฝ่ายธนาคาร/กองทุน) และ ดร.ฉลาด ขามช่วง (ประสานงานภาครัฐ)
ในส่วนของกลไกและขั้นตอนการดำเนินงาน สมาคมพัฒนาครูไทยระบุว่า การเข้าร่วมโครงการจะต้องสมัครเป็นสมาชิกสมาคมเพื่อใช้ข้อบังคับเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อแก้ปัญหาในอดีตที่ต่างกลุ่มต่างปฏิบัติ
นอกจากนี้ สมาคมฯ ได้คิดค้นระบบสร้างรายได้เสริมให้แก่สมาชิกโดยดึงภาคเอกชนเข้าร่วม ได้แก่ บริษัท พีพีริช อินเตอร์ จำกัด: ร่วมทำธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยอินทรีย์เคมี และสารสกัด เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร โดยตั้งเป้าสร้างรายได้เป็น “เงินบำนาญ” แก่สมาชิกที่ทำจริงจังตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป
บริษัท สมุนไพรดี จำกัด ร่วมจัดทำบัญชีเงินออมส่งธนาคารออมสิน และส่งเสริมการขายยาสมุนไพรไทย “ตราหัวสิงห์” (เบอร์ 1 รักษารากฟัน และเบอร์ 3 รักษาสุขภาพ) เพื่อสร้างรายได้ให้สมาชิกนำไปปลดหนี้
สมาคมพัฒนาครูไทย เสนอ 7 ข้อแก้ปัญหาหนี้สินครู ข่าวเที่ยง วันที่ 7 สิงหาคม 2569 #NBT2HD
สำหรับขั้นตอนต่อไป เมื่อมีข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้แล้ว จะให้สมาชิกจับกลุ่มละ 5-10 คน ดำเนินการรวมหนี้ นำร่องใน 4 ภาค และขยายผลจัดตั้ง “คณะกรรมการแก้หนี้สิน 3 ฝ่ายระดับจังหวัด” (จังหวัดละ 15 คน) โดยมี ผอ.สกสค.จังหวัด, ศึกษาธิการจังหวัด และสถาบันการเงิน ร่วมจัดประชุมขับเคลื่อนและประเมินผลเป็นรายเดือนต่อไป

