เครือข่ายนักกิจกรรมปาตานีฯ จี้ กกต. อย่าปิดประตูสอบคดี ‘ฮั้ว สว.’ ซัดใช้ไฟใต้เป็นข้ออ้างเบี่ยงเบนความสนใจสังคม
เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 เครือข่ายภาคีนักกิจกรรมแห่งประชาคมปาตานี ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง “อย่าใช้ปาตานีเป็นข้ออ้างเบี่ยงเบนการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. — กกต. ต้องไม่เป็นผู้ปิดประตูการตรวจสอบ” โดยแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ที่มีการหยิบยกสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปาตานี) ขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วนในสภา ซึ่งเป็นจังหวะเวลาเดียวกับที่การตรวจสอบข้อกล่าวหาคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาชี้ขาด
แถลงการณ์ระบุว่า ทางเครือข่ายฯ สนับสนุนให้รัฐสภาให้ความสำคัญกับปัญหาปาตานีอย่างต่อเนื่อง แต่ตั้งข้อสังเกตถึง “จังหวะเวลา” ที่เรื่องนี้ถูกยกระดับขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วนเป็นพิเศษ ในขณะที่โอกาสในการอภิปรายคดีฮั้ว สว. ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหาถึง 229 ราย กลับถูกจำกัดเวลาหรือตัดโอกาสลง ทั้งที่การอภิปรายในสภาคือกลไกสำคัญที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจข้อเท็จจริง และร่วมติดตามผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

จับตาเส้นตาย 14 ก.ย. จี้ กกต. ชงศาลฎีกา
แถลงการณ์ระบุถึงวันที่ 14 กันยายนนี้ ซึ่งเป็นกำหนดการที่ กกต. จะพิจารณาและลงมติสำนวนคดีฮั้ว สว. โดยเครือข่ายฯ มองว่า จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ กกต. มีเหตุผลเพียงพอที่จะส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลฎีกา
“การส่งเรื่องต่อศาลไม่ใช่การตัดสินว่าผู้ใดมีความผิด แต่เป็นการทำหน้าที่ของ กกต. ให้ครบถ้วนตามกฎหมาย สิ่งที่สังคมต้องจับตาคือ กกต. กำลังเปิดทางให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้า หรือกำลังใช้เหตุผลทางเทคนิคเพื่อปิดประตูการตรวจสอบ” แถลงการณ์ระบุ
ตั้งคำถามรัฐเพิ่งตื่นตัว – ยกเคสยิง ‘ซอและ ดอเลาะ’
เครือข่ายฯ ย้ำจุดยืนว่าปัญหาปาตานีคือ “ปัญหาทางการเมือง ไม่ใช่เพียงปัญหาความมั่นคง” การที่รัฐมองผ่านเลนส์ความมั่นคงเพียงอย่างเดียว ทำให้การแก้ปัญหาวนเวียนอยู่กับมาตรการควบคุมพื้นที่ ไม่ได้แก้ที่รากเหง้าของความขัดแย้งเรื่องสิทธิและอัตลักษณ์
พร้อมยกกรณีของ นายซอและ ดอเลาะ อายุ 21 ปี ที่ถูกยิงบาดเจ็บสาหัสเมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ในพื้นที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผลการตรวจสอบที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการ สะท้อนถึงการจัดการปัญหาด้วยกรอบความมั่นคงที่ขาดกลไกตรวจสอบอิสระ รวมถึงความชะงักงันของกระบวนการพูดคุยสันติภาพ ที่ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความจริงใจของรัฐบาล
“ในจังหวะที่คดีฮั้ว สว. กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาชี้ขาด ปาตานีกลับถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เราจึงไม่อาจปล่อยให้ปาตานีถูกใช้เป็นเครื่องมือเปลี่ยนทิศทางความสนใจของสังคม” เครือข่ายฯ ระบุ
ชี้ ‘ฮั้ว สว.’ โยงรัฐธรรมนูญใหม่ กระทบสันติภาพชายแดนใต้
แถลงการณ์ยังเชื่อมโยงทั้งสองประเด็นเข้าด้วยกัน โดยชี้ว่า สว. ชุดปัจจุบันมีบทบาทสำคัญในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากความชอบธรรมของ สว. ไม่ได้รับการตรวจสอบ กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญอาจถูกออกแบบให้กลุ่มอำนาจเดิมมีอำนาจต่อรอง ซึ่งจะส่งผลให้รัฐธรรมนูญใหม่ไม่มีพื้นที่ทางการเมืองที่ปลอดภัย ไม่มีการบรรจุกลไกกระจายอำนาจที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหาปาตานี อนาคตของสันติภาพปาตานีจึงไม่สามารถแยกขาดจากการเมืองภาพใหญ่ได้
เปิด 6 ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล-รัฐสภา-กกต.
ในตอนท้าย เครือข่ายภาคีนักกิจกรรมแห่งประชาคมปาตานี ได้ยื่นข้อเรียกร้อง 6 ประการ ประกอบด้วย:
-
รัฐสภา ต้องไม่ปล่อยให้การตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ถูกลดความสำคัญหรือเบี่ยงเบน โดยเฉพาะช่วงก่อนวันที่ 14 กันยายน
-
กกต. ต้องส่งเรื่องเข้าสู่ศาลฎีกาหากมีพยานหลักฐานเพียงพอ โดยไม่ใช้เหตุผลทางเทคนิคปิดประตูการตรวจสอบ
-
รัฐบาล ต้องตอบสังคมว่าเหตุใดจึงเพิ่งยกระดับปัญหาปาตานีเป็นวาระเร่งด่วนในเวลานี้
-
รัฐบาล ต้องตั้งกลไกตรวจสอบกรณีนายซอและ ดอเลาะ ที่เป็นอิสระ โปร่งใส และเปิดเผยต่อสาธารณะ
-
รัฐบาล ต้องยกระดับการพูดคุยสันติภาพอย่างจริงจัง และปฏิบัติต่อปาตานีในฐานะปัญหาทางการเมือง
-
รัฐบาลและรัฐสภา ต้องเปิดพื้นที่ปฏิรูปการเมืองและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยไม่ให้โครงสร้างอำนาจเดิมเป็นอุปสรรค
“เราไม่ยอมรับการเมืองที่ทำให้ประชาชนต้องเลือกระหว่างการตรวจสอบความผิดปกติของระบบการเมือง กับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในปาตานี เพราะทั้งสองเรื่องคือบททดสอบเดียวกันของหลักนิติธรรมและความจริงใจของรัฐไทย… อย่าปล่อยให้ กกต. เป็นผู้ปิดประตูความจริง การตรวจสอบอำนาจในวันนี้ คือส่วนหนึ่งของการเปิดทางสู่การเปลี่ยนแปลงและสันติภาพในอนาคต” แถลงการณ์ทิ้งท้าย


