แฉพิรุธดองคดี 10 เดือน-ส่ออุ้ม ‘ผู้บงการ’ ฮั้ว สว.

‘ทวี‘ ชำแหละรายงาน กกต. กลางสภาฯ ประกาศคว่ำไม่ขอรับรายงาน
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ได้อภิปรายแสดงความไม่เห็นด้วยและขอปฏิเสธการรับรายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปี 2567 และ 2568 โดยระบุว่ารายงานดังกล่าวมีความขัดแย้งกันในด้านข้อมูล และการนำรายงานลักษณะนี้เข้าสู่สภาฯ ถือเป็นการด้อยค่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
พ.ต.อ.ทวี อภิปรายชี้ให้เห็นถึงความล่าช้าในการทำงานของ กกต. โดยระบุว่า กฎหมาย กกต. มาตรา 41 กำหนดให้ต้องดำเนินการสืบสวน “โดยพลัน” และ “โดยเร็ว” แต่กลับพบว่ามีการรับเรื่องร้องเรียนไว้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2567 แต่เพิ่งมาดำเนินการรับเรื่องในวันที่ 18 มีนาคม 2568 ซึ่งทิ้งช่วงเวลานานถึง 10 เดือน พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ปล่อยปละละเลย และทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน
ประเด็นสำคัญที่ พ.ต.อ.ทวี หยิบยกมาตั้งข้อสังเกตคือ การที่ประธาน กกต. อ้างว่าต้องพิจารณาคดีแบบ “แยกส่วน” ซึ่งถือว่าขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีที่มีการกันผู้ร่วมกระทำความผิดเป็นพยาน ตามมาตรา 65 กฎหมายระบุชัดเจนว่าการกันพยานต้องทำเพื่อสาวให้ถึงตัว “ผู้สั่งการ” หรือ “ผู้บงการ” แต่ กกต. ชุดปัจจุบันกลับวินิจฉัยว่ามีหลักฐานไม่เพียงพอ
พ.ต.อ.ทวี ยังได้ยกตัวอย่างความผิดปกติในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ผ่านมา โดยพบว่ามีบุคคลที่ออกมายอมรับสารภาพผ่านสื่อว่ามีการกระทำผิด แต่กลับได้รับเลือกเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มที่ 3 ด้วยคะแนนเสียงสูงสุดถึง 68 คะแนน (ผู้สมัครหมายเลข 150) และอีกรายในจังหวัดพะเยาได้คะแนนถึง 70 คะแนน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปล่อยให้กระบวนการที่ผิดกฎหมายดำเนินต่อไป
ในช่วงท้าย พ.ต.อ.ทวี ได้ตั้งข้อสังเกตถึงมติของ กกต. ที่ออกมาในสัดส่วน 1 ต่อ 3 โดยระบุว่าอาจมีเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ เสียงข้างน้อยยังชี้ให้เห็นว่ามีการเพิกเฉยต่อข้อมูลเส้นทางการเงินจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่สามารถเชื่อมโยงไปถึงผู้บงการได้
“ผมจึงขอให้ กกต. กลับไปทบทวนใหม่ และถ้าเป็นตัวผม ผมไม่รับรายงานครั้งนี้ทั้งสองฉบับ” พ.ต.อ.ทวี ระบุทิ้งท้าย

