เคาะประตูบ้าน-ส่งความสุขถึงเตียง

‘วันเด็กเชิงรุก’ ชายแดนใต้ เมื่อ ‘ของขวัญ’ คือการบรรเทาทุกข์กลุ่มเปราะบาง
ในขณะที่เสียงหัวเราะและดนตรีจากเวทีวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2569 ดังกระหึ่มตามหอประชุมจังหวัดและลานกิจกรรมหลักในชายแดนภาคใต้ แต่ลึกเข้าไปในซอกมุมของหมู่บ้านห่างไกลที่ถนนลูกรังยังเข้าไม่ถึง กลับมี “โลกอีกใบ” ที่เงียบสงัด
ที่นั่นไม่มีเครื่องเล่นเป่าลม ไม่มีเสียงไมโครโฟนประกาศเรียกชื่อรับรางวัล มีเพียงเสียงเครื่องผลิตออกซิเจนและสายตาของเด็กน้อยที่มองผ่านหน้าต่างออกมาด้วยข้อจำกัดทางร่างกาย
ลงพื้นที่ติดตามกิจกรรมของสมาคมสื่อมวลชนเพื่อพัฒนาชายแดนภาคใต้ร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งเนชั่นทีวี และบริษัท วิริยะประกันภัย ในแคมเปญวันเด็กรูปแบบใหม่ที่ไม่รอให้เด็กเดินมาหา แต่เป็นการ “เดินเข้าหาเด็ก”
‘เด็กติดเตียง-ผู้ดูแลป่วย’ กลุ่มเป้าหมายที่ถูกลืมบนหน้าประวัติศาสตร์วันเด็ก
จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกพบว่า ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่ตกหล่นจาก “วงจรความสุข” ของรัฐเนื่องจาก 2 เงื่อนไขหลัก
-
เด็กที่ป่วยติดเตียงหรือพิการรุนแรง ไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกจากบ้านมาร่วมงานในเมืองได้
-
เด็กที่มีภาระเป็นผู้ดูแล วัยรุ่นหรือเด็กประถมที่ต้องเฝ้าไข้บุพการีที่ป่วยติดเตียง ทำให้ขาดโอกาสในการใช้ชีวิตวัยเด็กตามสมควร
ปีนี้ ภาคีเครือข่ายจึงเปลี่ยนยุทธศาสตร์จาก “งานรื่นเริงจุดเดียว” เป็นการลงพื้นที่แบบ “เคาะประตูบ้าน” โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 10–31 มกราคม 2569 เพื่อทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำนี้

เมื่อของขวัญไม่ได้มีแค่ ‘ตุ๊กตา’ แต่คือ ‘ลมหายใจ’ และ ‘ปากท้อง’
ประเด็นที่น่าสนใจจากการลงพื้นที่ของทีมข่าว คือการปรับเปลี่ยน “นิยาม” ของของขวัญวันเด็ก สิ่งของที่บรรจุอยู่ในถุงยังชีพและท้ายรถกระบะของคณะทำงาน ไม่ได้มีเพียงจักรยาน 11 คัน ทุนการศึกษา 93 ทุน หรือของขวัญทั่วไปกว่า 200 ชิ้นเท่านั้น แต่กลับเต็มไปด้วยสิ่งของที่ใช้ “บรรเทาทุกข์” ได้จริง
-
ผ้าอ้อมสำเร็จรูป (แพมเพิส): สินค้าสิ้นเปลืองที่มีราคาสูงสำหรับครอบครัวยากจนที่มีเด็กพิการหรือผู้ป่วย
-
ชุดยังชีพ: ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม และผ้าห่มเพื่อคลายหนาว
-
สุขอนามัย: ผ้าอนามัยสำหรับเด็กหญิงในครอบครัวเปราะบาง ซึ่งเป็นเรื่องที่มักถูกมองข้าม
“การให้ของเล่นอาจสร้างรอยยิ้มชั่วคราว แต่การให้ข้าวสารและแพมเพิสคือการลดภาระค่าใช้จ่ายที่บีบคั้นหัวใจคนในบ้าน” สมาชิกรายหนึ่งในคณะทำงานระบุ
พลังบูรณาการ ‘ฝ่ายปกครอง-ความมั่นคง-วิชาการ’
ความพิเศษของกิจกรรมครั้งนี้คือการปรากฏตัวของบุคคลระดับนโยบายและผู้ทรงคุณวุฒิที่มาร่วม “แบกของ” ลงพื้นที่ด้วยตนเอง สะท้อนถึงการรวมตัวของ “พลังบวก” ในพื้นที่ขัดแย้ง:
-
สายบริหารและนโยบาย นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต., นางพาตีเมาะ สะดียามู ผวจ.ปัตตานี และนายรอมฎอน หะยีอาแว รองผวจ.สงขลา ซึ่งถือเป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงสวัสดิการรัฐ
-
สายความมั่นคงที่ปรับบทบาท พล.อ.พิเชษฐ์ วิสัยจร อดีต ผช.ผบ.ทบ. และ พ.อ.เอกวริทธิ์ ชอบชูผล โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ร่วมสนับสนุนการเข้าถึงพื้นที่ซับซ้อน
-
สายวิชาการและวิชาชีพ คณะอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
-
สถานทูตสหรัฐอเมริกา น.ส.บุษบงลาวัณย์ พัฒโร, น.ส.ไลลา บุนนาค
-
ภาคเอกชนอย่างวิริยะประกันภัย
-
ประชาชนชาวไทย หลายกลุ่ม ที่นำงบประมาณและองค์ความรู้มาสมทบ

