“ย้อนรอยแผลเป็น” ประชามติสามจังหวัดใต้ สู่การทวงคืนกติกาที่เป็นธรรมของ “พรรคประชาชาติ””

‘ทวี’ ปลุกปั้นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงทิศทางของพรรคต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยระบุว่าเป็นภารกิจสำคัญในการ “คืนอำนาจสูงสุดให้ประชาชน” พร้อมย้ำว่าพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้คือหมุดหมายสำคัญที่เคยแสดงเจตจำนงไม่ยอมรับโครงสร้างอำนาจเดิมมาโดยตลอด
สะท้อนเจตนารมณ์ ‘ปัตตานี-ยะลา-นราธิวาส’ พื้นที่ที่ไม่จำนนต่อ รธน. 60
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า จุดยืนของพรรคประชาชาติในการรณรงค์ให้ประชาชน “เห็นชอบ” ต่อการทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นการสานต่ออุดมการณ์ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเคยประกาศจุดยืนอย่างเด่นชัดในการลงประชามติเมื่อปี 2560 โดยเฉพาะจังหวัดปัตตานีที่มียอดผู้ไม่เห็นชอบสูงที่สุดในประเทศ ตามมาด้วยนราธิวาสและยะลา
“รัฐธรรมนูญปี 60 คือประจักษ์พยานของกฎหมายที่ไม่เห็นหัวประชาชน พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ได้สำแดงเจตนารมณ์ไว้แล้วว่าพวกเขาไม่เอาด้วยกับกติกาที่บิดเบี้ยว หากเราปล่อยให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้คงอยู่ต่อไป ประเทศจะติดหล่มความไม่เจริญ สิทธิเสรีภาพถูกจำกัด และการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรมจะกลายเป็นแผลเรื้อรัง” หัวหน้าพรรคประชาชาติระบุ
ทั้งนี้ พรรคได้มอบหมายให้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา เป็นแม่ทัพในการขับเคลื่อนคณะทำงานรณรงค์ เพื่อทำความเข้าใจกับสังคมว่าการแก้ไขครั้งนี้คือกระบวนการทางประชาธิปไตยที่ชอบด้วยกฎหมายตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การ “ฉีกรัฐธรรมนูญ” ตามที่มีการบิดเบือนข้อมูล
8 กุมภาฯ วันชี้ชะตา ปลุกพลังประชาชนพิพากษา ‘การเมืองสีเทา’
พ.ต.อ.ทวี ยังได้ส่งสารถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ โดยชี้ให้เห็นว่าวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นหมุดหมายสำคัญที่ประชาชนต้องทำหน้าที่สองประการพร้อมกัน คือการเลือกผู้แทนราษฎรและการกำหนดกติกาสูงสุดของประเทศ
โดยมีประเด็นเน้นย้ำที่น่าสนใจ
-
ขอให้ประชาชนใช้บัตรเลือกตั้งเป็นอาวุธในการ “ลงโทษ” กลุ่มอิทธิพลสีเทาที่รวมตัวกันเพื่อหวังใช้อำนาจเงินดูถูกศักดิ์ศรีของมนุษย์ และเชื่อว่าเงินสามารถซื้อเจตนารมณ์ทางการเมืองได้
-
การเลือกพรรคที่มีอุดมการณ์และเห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่ คือการวางรากฐานการศึกษา สิทธิในที่ดินทำกิน และความยุติธรรมให้แก่ลูกหลาน
-
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นเครื่องมือในการคุ้มครองสิทธิ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารทรัพยากรอย่างแท้จริง

