รอมฎอนปีนี้… อย่าให้ “เงื่อนไขใหม่” เผาความหวังคนสามจังหวัด

            ท่ามกลางเสียงอาซานที่ดังก้องไปทั่วดินแดนปลายด้ามขวานในช่วงเริ่มต้นของเดือนรอมฎอน ปี 2569 ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจไม่ได้มีเพียงแค่ภาพของชาวมุสลิมที่ร่วมกันถือศีลอด แต่คือ “สัญญาณ” จากปลายกระบอกปืนและท่าทีของเจ้าหน้าที่รัฐที่ดูจะเปลี่ยนไปภายใต้คำจำกัดความสั้นๆ ว่า “ความอดทน”

      บรรยากาศและความเห็นจากผู้คนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่าประเด็นเรื่อง “การยกระดับความอดทนในการปฏิบัติหน้าที่” ของฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคง กลายเป็นหัวข้อสนทนาสำคัญที่เชื่อมโยงไปถึงความหวังในการลดเหตุรุนแรง

       ผู้นำศาสนาในพื้นที่จังหวัดปัตตานีรายหนึ่ง ให้ทัศนะกับ “ทีมข่าว” ว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เหตุรุนแรงในช่วงรอมฎอนมักถูกมองว่าเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อแสดงศักยภาพของกลุ่มขบวนการ แต่ในอีกมุมหนึ่ง “เงื่อนไข” จากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐก็เป็นเชื้อไฟที่ปฏิเสธไม่ได้

     “ปีนี้เราเห็นการปรับเปลี่ยนวิธีคิด เจ้าหน้าที่พูดเรื่องความอดทนมากขึ้น ไม่ใช่แค่การอดทนต่อความเหนื่อยล้า แต่คือการอดทนต่อการยั่วยุ และการหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการที่กระทบต่อวิถีชีวิตคนมุสลิม หากรัฐทำได้จริง นี่คือกุญแจสำคัญที่จะทำลายวงจรความรุนแรง” ผู้นำศาสนาระบุ

     การที่ฝ่ายปกครองยกระดับความอดทนในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่คือการ “ปรับเปลี่ยนยุทธวิธี” เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกถูกกดขี่ ซึ่งในทางมานุษยวิทยาและความมั่นคง “เงื่อนไขใหม่” มักเกิดจากปัจจัยความอ่อนไหว เช่น การตรวจค้นที่เข้มงวดในช่วงเวลาที่ผู้คนเร่งรีบกลับไปละศีลอด หรือการปิดล้อมตรวจค้นในช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งอาจถูกนำไปขยายความว่าเป็นการไม่เคารพศรัทธา

     ชาวบ้านใน อ.จะแนะ จ.นราธิวาส สะท้อนความเห็นว่า หากเจ้าหน้าที่ปรับเปลี่ยนจากยุทธวิธีเชิงรุกที่ตึงเครียด มาเป็นการอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยที่เป็นมิตรมากขึ้น ความรู้สึกระแวงในใจคนก็จะลดลง ซึ่งนี่คือพื้นฐานสำคัญของการยับยั้งความรุนแรงที่ได้ผลกว่าการใช้กำลังเพียงอย่างเดียว

      อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากอดีตสอนให้รู้ว่า ความสงบสุขในรอมฎอนไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง ข้อมูลเชิงสถิติระบุว่าเหตุรุนแรงมักมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นในช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน ซึ่งฝ่ายความมั่นคงต้องรักษาสมดุลระหว่าง “ความตื่นตัว” กับ “ความอดทน” ให้ได้ โดยต้องระวังไม่ให้การตอบโต้สถานการณ์ใดๆ นำไปสู่ความสูญเสียข้างเคียงที่กลายเป็นปมขัดแย้งใหม่ในพื้นที่

     ความหวังของชาวบ้านและผู้นำศาสนาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในรอมฎอนปีนี้ จึงฝากไว้ที่คำว่า “อดทนและยับยั้ง” หากรัฐสามารถพิสูจน์ได้ว่าความมั่นคงสามารถเดินควบคู่ไปกับความเคารพในอัตลักษณ์ได้ “เงื่อนไข” ที่กลุ่มผู้ก่อเหตุใช้หล่อเลี้ยงอุดมการณ์ก็จะค่อยๆ หมดไป สันติสุขที่ยั่งยืนอาจไม่ได้เกิดจากการมีอาวุธที่เหนือกว่า แต่เกิดจาก “ใจ” ที่นิ่งพอจะบริหารจัดการความขัดแย้งโดยไม่สร้างบาดแผลใหม่ให้กับผู้คนในพื้นที่