“ประตูเปิด-ใจเปิด”ยลวิถีเลขาฯศอ.บต.ผู้ปวารณาตัว“เราเกิดมาเพื่อช่วยคน”

ท่ามกลางความซับซ้อนของปัญหาชายแดนใต้ที่ยืดเยื้อมานานนับทศวรรษ “ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้” หรือ ศอ.บต. มักถูกมองว่าเป็นองค์กรความมั่นคงสายพลเรือนที่เต็มไปด้วยระเบียบพิธีการและการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด แต่ภาพจำเหล่านั้นกำลังถูกท้าทายด้วยแนวคิด “ประตูที่เปิดตลอดเวลา” ของชายผู้กุมบังเหียนสูงสุดในตำแหน่ง ‘ซี 11’ เพียงหนึ่งเดียวของพื้นที่นี้
“ประตูที่ไม่เคยมีกลอน” สำหรับประชาชน
“ประตูบ้านผมเปิดตลอด ประตูห้องทำงานก็เปิดตลอด… ประชาชนมาคนเดียวผมก็รับ เพราะมันเป็นหน้าที่ของเรา”
นี่คือคำประกาศเจตนารมณ์ที่สะท้อนถึงการลดช่องว่างระหว่าง “ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่” กับ “ชาวบ้าน” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สำหรับเลขาธิการ ศอ.บต. คนนี้ ภารกิจเริ่มต้นตั้งแต่เข็มนาฬิกาชี้เลข 7 ในตอนเช้า และยาวนานไปจนถึงตีหนึ่งของวันใหม่ หากยังมีคนเดือดร้อนรอพบ
ตารางชีวิตของเขาถูกห้อมล้อมด้วย “วงประชุม” ที่หลากหลาย ทั้งวงทางการ วงสื่อมวลชน และวงชาวบ้าน โดยเขานิยามตัวเองว่าเป็นคน “ไม่มีอะไร มีแต่พวก” ซึ่ง “พวก” ในที่นี้หมายถึงคนทุกหมู่เหล่าที่เข้าถึงตัวเขาได้โดยไม่ต้องผ่านพิธีรีตองให้มากความ
“ความสุขของคนโรคจิต” เมื่อปัญหาคือพลัง
ในขณะที่หลายคนอยากตื่นมาพบกับความราบรื่น แต่เลขาฯ ศอ.บต. ผู้นี้กลับสารภาพด้วยอารมณ์ขันที่เจือความจริงจังว่า “ผมเป็นคนโรคจิตนะ ผมอยากให้แต่ละวันตื่นมาแล้วมีปัญหาในพื้นที่”
เหตุผลเบื้องหลังความนึกคิดนี้ไม่ใช่การแช่งด่าบ้านเมือง แต่คือความเชื่อมั่นใน “ศักยภาพของการแก้ไข” “ถ้ามันมีความสุขอยู่แล้ว เขาคงไม่ส่งเรามาทำ ส่งใครมาก็ได้ แต่เราต้องเชื่อมั่นว่าเรามีศักยภาพที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงแก้ไข ถ้าเราแก้ได้ เราจะมีความสุข”
การดำรงตำแหน่งเลขานุการระดับ 11 ในพื้นที่เปราะบางเช่นนี้ เขาตระหนักดีว่า “ความสะอาด” และ “แบบอย่าง” คือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด “ผมจะระวังตัวมาก จะไม่มีชื่อเสียงเสียหาย ผมจะมือสะอาดมาก เพื่อให้ข้าราชการเขามั่นใจ” เขาเน้นย้ำถึงจริยธรรมที่ต้องมาพร้อมกับอำนาจหน้าที่
“คุณพ่อไปช่วยคนอีกแล้วเหรอ” กำลังใจจากหลังบ้าน
แม้ภาระงานจะหนักหนาจนแทบไม่มีเวลาออกกำลังกาย ต้องอาศัยการเดินผ่อนคลายเพียงวันละชั่วโมงก่อนจะกลับเข้าสู่โหมดการทำงานในช่วงดึก แต่เทคโนโลยี Video Call คือสายใยที่เชื่อมเขาไว้กับครอบครัว
เสียงของลูกคนเล็กวัย 5 ขวบ ที่เปลี่ยนจากคำถามว่า “เมื่อไหร่คุณพ่อจะกลับ” มาเป็น “คุณพ่อไปช่วยคนอีกแล้วเหรอ” กลายเป็นน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจที่พิสูจน์ว่า แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ก็รับรู้ได้ถึงคุณค่าของงานที่พ่อทำ ความเข้าใจจากภรรยาและลูกๆ จึงเป็นพลังงานขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เขายังคงยืนหยัดอยู่ในพื้นที่ได้

จาก ‘บ้านเลขาฯ’ สู่ ‘บ้านของทุกคน’ ปรัชญาพอเพียงที่กินได้จริง
ภาพที่หาดูได้ยากในจวนผู้บริหารระดับสูง คือการเห็นพื้นที่ว่างเปล่าถูกเปลี่ยนเป็น “แปลงผักยกแคร่”
เขาไม่ได้เพียงแค่สั่งให้ชาวบ้านทำ แต่เขาเริ่มทำด้วยตัวเองภายในพื้นที่ของ ศอ.บต. โดยเปิดให้วิสาหกิจชุมชนเข้ามาใช้พื้นที่ฟรี ปลูกแตงโมขายหน้าสำนักงาน รายได้ทั้งหมดให้ชาวบ้านเป็นคนเก็บ
“เราควรจะทำตัวเป็นตัวอย่างด้วย ไม่ใช่บอกให้เขาพอเพียง ไม่ใช่ไปบอกเขาว่าทำการเกษตรสิ แต่ตัวเราเองไม่ทำ”
โครงการที่ทำร่วมกับ ตชด. และแนวทาง “โรงเรียนสู่ครัวเรือน” ของกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ถูกนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นห้องเรียนมีชีวิต โดยมีเป้าหมายสูงสุด เพื่อสร้างรอยยิ้ม ให้กับผู้มาเยือน ลดความทุกข์ ของคนในพื้นที่ และ เป็นผู้ให้ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
“บ้านเลขาฯ” ในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่สถานที่ทำงานของข้าราชการระดับสูง แต่มันคือสัญลักษณ์ของความผูกพันระหว่างรัฐกับชุมชน เป็นโมเดลที่พิสูจน์ว่า การสร้างสันติสุขในชายแดนใต้อาจไม่ได้เริ่มจากนโยบายที่หรูหราบนหอคอยงาช้าง แต่เริ่มจากการ “เปิดประตู” และ “ลงมือทำ” ให้เห็นเป็นแบบอย่าง เพื่อให้คำว่า “ศอ.บต. เกิดมาเพื่อช่วยคน” เป็นจริงขึ้นมาในทุกตารางนิ้วของพื้นที่
Post Views: 60