“IO vs IO”สงครามข่าวสาร นิรนามกลางไฟใต้ เมื่อ “ความจริง” ถูกทำให้เป็น อาวุธ

       ท่ามกลางเสียงปืนและระเบิดที่ยังคงดังเป็นระยะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกหนึ่งสมรภูมิที่ทวีความรุนแรงไม่แพ้กันคือ “พื้นที่เสมือน” บนโลกโซเชียลมีเดีย ซึ่งปัจจุบันได้วิวัฒนาการไปไกลกว่าการโฆษณาชวนเชื่อแบบเดิม สู่สภาวะที่เรียกกันว่า “ไอโอซ้อนไอโอ”  

      จากการตรวจสอบ พบว่าปฏิบัติการข่าวสารในพื้นที่ไม่ได้เป็นการต่อสู้ระหว่าง “รัฐ” กับ “กลุ่มผู้เห็นต่าง” แบบเส้นตรงอีกต่อไป แต่เป็นการสร้างเครือข่ายบัญชีอวตารและเพจเฟซบุ๊กนิรนามที่สวมรอยเป็นทั้งฝ่ายหนุนรัฐ ฝ่ายคัดค้าน และที่น่ากังวลที่สุดคือฝ่ายที่อ้างตัวว่าเป็น “คนกลาง” เพื่อปั่นกระแสและทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้ามอย่างเป็นระบบ

    ยุทธวิธี “ไอโอสองหน้า”  ใครเป็นใครในโลกเสมือน? คือ ปรากฏการณ์ “ไอโอซ้อนไอโอ” มีลักษณะเด่นที่น่าสนใจ 3 ประการที่กำลังกัดเซาะความเชื่อมั่นของคนในพื้นที่

      มีการสร้างเพจที่ดูเหมือนเป็นเพจสิทธิมนุษยชน หรือเพจรายงานสถานการณ์ท้องถิ่นเพื่อดึงดูดผู้ติดตามกลุ่มเป้าหมาย ก่อนจะค่อยๆ สอดแทรกเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชัง หรือบิดเบือนข้อมูลเพื่อโยนความผิดให้ฝ่ายตรงข้ามทันทีเมื่อเกิดเหตุรุนแรง

      ปฏิบัติการ “ทัวร์ลง” ปิดปาก เมื่อมีบุคคลสาธารณะ นักวิชาการ หรือนักข่าว นำเสนอข้อมูลที่ขัดต่อแนวทางของไอโอฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะมีการระดมบัญชีหลุมเข้าโจมตี ขุดคุ้ยประวัติส่วนตัว หรือสร้างวาทกรรม “ขายชาติ” หรือ “สมุนเผด็จการ” เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือและกดดันให้หยุดการนำเสนอ

       กลยุทธ์ “ลอกคราบ” ดิสเครดิต ที่ไอโอฝ่ายหนึ่งพยายาม “แฉ” ว่าเพจคู่แข่งเป็นไอโอของอีกฝั่ง โดยใช้หลักฐานที่ผสมปนเปกันทั้งเรื่องจริงและเรื่องเท็จ เป้าหมายคือสร้างภาวะความสับสน จนประชาชนไม่กล้าเชื่อถือข้อมูลจากแหล่งใดเลย แม้จะเป็นแหล่งข้อมูลที่มีข้อเท็จจริงก็ตาม

      ประเด็นที่น่าจับตาคือ “งบประมาณ” ที่ถูกนำมาใช้ในปฏิบัติการเหล่านี้ ในขณะที่ภาคประชาสังคมพยายามเรียกร้องความโปร่งใสเรื่องงบประมาณลับของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในการทำไอโอ แต่อีกด้านหนึ่ง ฝ่ายผู้เห็นต่างและกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองก็มีเครือข่ายที่เข้มแข็งในการทำปฏิบัติการข่าวสารเชิงอุดมการณ์ที่รุนแรงไม่แพ้กัน

        “เมื่อเกิดเหตุวิสามัญฆาตกรรมหรือการลอบทำร้าย ข้อมูลจากทั้งสองฝั่งจะถูกผลิตออกมาในทิศทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงภายในไม่กี่นาที”

     สงครามนี้ไม่ได้สู้กันเพียงเพื่อชัยชนะของข้อมูล แต่กำลังลาก “คนในพื้นที่” ให้เลือกข้างและสร้างความเกลียดชังกันเองผ่านช่องทางคอมเมนต์ ส่งผลให้กระบวนการสันติภาพบนโต๊ะเจรจาถูกบั่นทอนด้วยกระแสกดดันจากโซเชียลที่ถูกปั่นขึ้นมาอย่างจงใจ   

       ตราบใดที่มาตรการทางกฎหมายยังไม่สามารถจัดการกับบัญชีอวตารได้ และประชาชนยังขาดภูมิคุ้มกันในการแยกแยะข่าวปลอม สงคราม “ไอโอซ้อนไอโอ” จะยังคงเป็นเชื้อไฟที่หล่อเลี้ยงความรุนแรงในชีวิตจริงต่อไป สงครามนี้ไม่มีวันจบตราบเท่าที่ “ความจริง” ยังคงเป็นรอง “อารมณ์”

      นี่คือโจทย์ใหญ่ของทั้งรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคง ว่าจะเลือกใช้ “ความจริงใจ” และ “ความโปร่งใส” เป็นอาวุธในการสยบไอโอ หรือจะยอมกระโดดลงไปเล่นในปลักของสงครามน้ำเน่านี้ ซึ่งมีแต่จะทำให้ต้นทุนความเชื่อมั่นของรัฐพังทลายลงไปทุกวัน

     คงต้องติดตามกันต่อไปว่า ในยุคที่ AI เริ่มเข้ามามีบทบาท ปฏิบัติการ “ไอโอซ้อนไอโอ” ในชายแดนใต้จะยกระดับไปสู่อันตรายในรูปแบบใด และใครจะเป็นผู้กู้คืนพื้นที่แห่งความจริงกลับคืนมาให้คนในพื้นที่อย่างแท้จริง