เจาะแผนลับดับไฟใต้ – ใช้พรรค PAS เปิดเจรจา “ผู้นำตัวจริง BRN”

ตลอดระยะเวลา 22 ปีของไฟใต้ที่ยังคงคุกรุ่น รัฐบาลไทยทุกชุดถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดว่ากำลัง “ชกลม” กับศัตรูที่ไม่มีตัวตนอยู่หรือไม่?

ท่ามกลางกระบวนการสันติภาพที่ซบเซามากว่าทศวรรษ ข้อมูลลับที่ปรากฏออกมาล่าสุดชี้ให้เห็นว่า สาเหตุที่ความรุนแรงไม่เคยยุติลงได้จริง สาเหตุสำคัญอาจเป็นเพราะรัฐบาลกำลัง “คุยผิดคน” อยู่ก็เป็นได้

เพราะตัวจริงผู้กุมบังเหียนขบวนการ BRN ยังคงซ่อนตัวอยู่ในเงามืด

แหล่งข่าวระดับสูงในแวดวงความมั่นคง เปิดเผยว่า หัวใจสำคัญที่ทำให้ BRN มีความแข็งแกร่ง คือการวางโครงสร้างในแบบที่ไม่ใช้ “ผู้นำเดี่ยว” แต่เป็นรูปแบบ “คณะบุคคล” ที่เรียกว่า “สภาซูรอ”

สภานี้เปรียบเสมือน “คณะรัฐมนตรีเงา” ประกอบด้วยผู้นำ 10-15 คน รับผิดชอบ “6 กระทรวง” หรือ “6 สายงาน” ของ “รัฐเงา” ที่แทรกซึม แทรกซ้อนอยู่ในทุกมิติของสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งพวกเขาบางส่วนเรียกว่าดินแดน “ปาตานี” หรือ “ปัตตานี”

องคาพยพต่างๆ ที่ BRN เข้าแทรกซึม มีตั้งแต่สถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปจนถึงหน่วยงานราชการ

โดยมี 3 ผู้นำจิตวิญญาณและสายบังคับบัญชาที่แท้จริง ประกอบด้วย

– ผู้นำอูลามา ควบคุมเครือข่ายครูสอนศาสนากระจายอยู่ทั่วพื้นที่ เป็นผู้ปลูกฝังอุดมการณ์และควบคุมมวลชน ซึ่งฝ่ายความมั่นคงเรียกว่า “การบ่มเพาะ” ให้เกิดการต่อสู้และต่อต้านอำนาจรัฐไทย

– ผู้นำที่ควบคุมฝ่ายกองกำลัง ซึ่งมีกำลังหลักฝ่ายทหารประมาณ 2,000 คน และแนวร่วมกองหนุนโดยตรง ประมาณ 1,000 คน

– ผู้นำที่ควบคุมสายงานบริหาร ซึ่งแปรนโยบายจากสภาองค์กรนำไปสู่ฝ่ายปฏิบัติการ

แหล่งข่าวระบุว่า ตลอดมาฝ่ายความมั่นคงของไทยตกอยู่ใน “วงจรข้อมูลที่จำกัด” และเปิดโต๊ะพูดคุยเฉพาะกับระดับ “ผู้ประสานงาน” ไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจสั่งการ หรือตัดสินใจอย่างแท้จริง แม้จะมีตัวแทนจากรัฐบาลมาเลเซียเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” แล้วก็ตาม

@@ แง้ม “ยุทธศาสตร์ลับ” ชงอดีตที่ปรึกษาประธานอาเซียน

จากการตรวจสอบของแหล่งข่าว ยังพบเอกสาร “ลับที่สุด” ที่จัดทำขึ้นราวๆ เดือนเมษายน 2568 เป็นข้อเสนอการเจรจาทางลับที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะที่เป็น “ที่ปรึกษาประธานอาเซียน” ของ นายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำมาเลเซียในขณะนั้น เป็นผู้ดำริขึ้น เพื่อหวังจัดการปัญหาชายแดนภาคใต้ให้จบลงในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย (ขณะนั้นเป็นรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน ต่อเนื่องรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร)

เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัญหาไฟใต้รอบปัจจุบันที่ยืดเยื้อมากว่า 22 ปีปะทุรุนแรงขึ้นในรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่มี นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก (ช่วงระหว่างปี 2544-2548) จากเหตุการณ์ปล้นปืนครั้งมโหฬาร เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 จากนั้นก็มีการสร้างสถานการณ์ในลักษณะการก่อความไม่สงบ หรือ insurgency ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน รวมเวลามากกว่า 22 ปี

หลายฝ่ายวิจารณ์ว่า ปัญหาไฟใต้ที่ปะทุขึ้น และประสบกับภาวะยืดเยื้อ มีเหตุปัจจัยหนึ่งจากการประเมินสถานการณ์และตัดสินใจผิดพลาดของนายทักษิณ ทำให้เขาพยายามมาตลอดที่จะแก้ไขและจบปัญหานี้ให้ได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในรัฐบาลของน้องสาว คือ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ระหว่างปี 2554-2557 มีการเปิดโต๊ะพูดคุยสันติภาพอย่างเปิดเผย เป็นทางการครั้งแรก และมีการพบปะพูดคุยทางลับอีกหลายครั้งภายใต้การอำนวยความสะดวกของรัฐบาลมาเลเซีย แม้แต่การพบปะระหว่างผู้นำกลุ่มขบวนการต่างๆ กับนายทักษิณเองที่ประเทศมาเลเซียก็ยังเคยเกิดขึ้นในช่วงที่เขายังพำนักอยู่ในต่างประเทศ

กระทั่งปี 2566 อดีตนายกฯทักษิณ เดินทางกลับประเทศไทย และพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกรอบ ประกอบกับ นายอันวาร์ อิบราฮิม เพื่อนสนิทของเขา ขึ้นเป็นผู้นำมาเลเซีย และเป็นประธานอาเซียน จึงเป็นโอกาสสำคัญของการจัดการปัญหาไฟใต้ โดยมีรัฐบาลมาเลเซียร่วมมืออย่างแข็งขัน

เพราะกุญแจสำคัญของปัญหาชายแดนภาคใต้ของไทย อยู่ที่ “ผู้นำตัวจริงของ BRN” ซึ่งมีข้อมูลการข่าวยืนยันว่า พำนักอยู่ที่มาเลเซีย

ด้วยเหตุนี้ จึงมีข่าวมาตลอดว่า อดีตนายกฯทักษิณ มอบหมายให้ทีมงานที่ตนไว้วางใจ จัดทำยุทธศาสตร์ “ดับไฟใต้” ที่ปิดช่องโหว่ของกระบวนการจัดการปัญหาที่ผ่านๆ มาให้ได้มากที่สุด

@@ เปิดแผน 7 เดือน “เจรจาตัวจริง” ปิดเกมไฟใต้

แหล่งข่าวในแวดวงความมั่นคง เผยว่า มีเอกสารที่เชื่อกันว่าเป็น “ยุทธศาสตร์ลับ” ที่เสนอไปยังอดีตนายกฯทักษิณ ในฐานะที่ปรึกษาประธานอาเซียน เพื่อดำเนินการในเรื่องนี้ภายใต้กรอบเวลา 7 เดือน

อย่างไรก็ดี ไม่มีการยืนยันอย่างชัดเจนว่า ยุทธศาสตร์นี้ถูกเสนอถึงมืออดีตนายกฯทักษิณหรือยัง และหากเสนอถึงมือแล้ว ก็ไม่ชัดว่าอดีตนายกฯเห็นชอบหรือไม่ และได้ดำเนินการไปถึงขั้นไหนแล้ว

“เอกสารลับ” สรุปยุทธศาสตร์ที่จะดำเนินการภายใต้กรอบเวลา 7 เดือน ดังนี้

เดือนที่ 1-2 สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจผ่านการสนับสนุนให้แกนนำ BRN ไปประกอบพิธีฮัจญ์ พร้อมอำนวยความสะดวกสำหรับความต้องการอื่นๆ

เดือนที่ 3-5 เริ่มการเจรจาทางลับเพื่อทราบความต้องการที่แท้จริงของสภาองค์กรนำ โดยมีพรรค PAS และสันติบาลมาเลเซียเป็นตัวกลาง

สำหรับ “พรรค PAS” คือพรรคการเมืองของมาเลเซียซึ่งมีอิทธิพลสูงในรัฐทางตอนเหนือของประเทศที่ติดกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะกลันตัน ตรังกานู เปอร์ลิส และเคดาห์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นแหล่งพำนักของบรรดาแกนนำ BRN

เดือนที่ 6 ปิดจ็อบการเจรจา โดยเสนอ “ทางลง” หรือ “ทางออกที่พอยอมรับกันได้” ให้แก่ผู้นำ BRN

เดือนที่ 7 สิ้นสุดสถานการณ์ ผู้นำเข้าสู่กระบวนการดูแลและรับรองความปลอดภัยของรัฐบาล

@@ เปิดรายชื่อ “สภาองค์กรนำ” พร้อมข้อเสนอ “วางมือ”

จะเห็นได้ว่า หัวใจสำคัญของ “ยุทธศาสตร์ลับ” คือการเข้าถึง “ผู้นำตัวจริงของ BRN” โดยใช้กลไกของพรรค PAS และสันติบาลมาเลเซีย ซึ่งรับรู้ข้อมูลความเคลื่อนไหวเป็นอย่างดี

สำหรับรายชื่อแกนนำเป้าหมาย ประกอบด้วย

– บือราเฮง ปะจูศาลา ผู้นำจิตวิญญาณในสภาซูรอ

– ดูนเลาะ แวมะนอ (เปาะซูลอ) ประธานสภาอูลามา

– เด็ง อะแวจิ (เปาะวอเด็ง) ที่ปรึกษาฝ่ายทหาร

– อิบรอน หรือ อารฟาน บินอับดุลฮามิด เลขาธิการสภาองค์กรนำ

เนื้อหาในเอกสารลับยังระบุชัดเจนถึงข้อเสนอเพื่อให้ผู้นำเหล่านี้ยุติบทบาทการต่อสู้ ทั้งการดูเรื่องสวัสดิการระยะยาวทั้งตัวเองและครอบครัว ตลอดจนตำแหน่งทางการเมือง เช่น สมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือตำแหน่งในหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ เช่น ที่ปรึกษา ศอ.บต. หรือที่ปรึกษาด้านการพัฒนาภายใต้หลักอิสลาม

พร้อมพิจารณาเรื่องนิรโทษกรรม ปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุม หรือยกเลิกหมายจับ

นอกจากการเจรจาระดับบน แผนลับนี้ยังระบุถึงยุทธศาสตร์เชิงรุก 1-2 ปี เพื่อทำลายรากฐาน BRN โดยการจับกุม RKK (หน่วยรบขนาดเล็กที่ผ่านการฝึกแบบจรยุทธ์), สกัดกั้นเครือข่ายผู้หญิง และนักศึกษามุสลิมในต่างประเทศ, ให้ผู้นำจิตวิญญาณที่ยอมรับกระบวนการสันติภาพ ออกมาแก้ต่างว่าการต่อสู้ของบรรดานักรบไม่ใช่ “ญิฮาด” พร้อมดำเนินการกับสถาบันการศึกษาในเครือข่ายที่เชื่อว่ามีการบ่มเพาะ

แต่การดำเนินการจะต้องเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด และไม่มีปฏิบัติการนอกกฎหมายหรือนอกกระบวนการยุติธรรม

@@ เปิดหมด! 4 ยุทธศาสตร์ ยุติเป้าหมายสุดท้าย BRN

รายละเอียดแผนระยะกลางและระยะยาว ที่มีกรอบเวลาดำเนินการ 1-2 ปี คือประสานกับการเจรจากับผู้นำ BRN ตัวจริง โดยมีพรรค PAS และสันติบาลท้องถิ่นมาเลเซีย เป็นผู้ประสานงาน

ยุทธศาสตร์ที่ดำเนินการ ประกอบด้วย

1.Counter Shadow State

– สกัดกั้นปฏิบัติการใต้ดินของ BRN
– เปิดช่องทางลงให้ผู้นำ BRN
– จับกุม RKK ในพื้นที่
– เปิดเผยบทบาทกลุ่มสนับสนุน BRN และจับกุม
– สกัดกั้นการดำเนินกิจกรรมของ BRN กับ นักศึกษา เยาวชนคนรุ่นใหม่ ทั้งจังหวัดชายแดนภาคใต้ และในต่างประเทศ

2. CVE Strategy

– ต่อต้านการเผยแพร่แนวคิดสุดโต่งในกลุ่มเยาวชนอย่างเป็นระบบ
– ผู้นำจิตวิญญาณ BRN ทำความเข้าใจกับเยาวชนในพื้นที่ว่าการต่อสู้ไม่ใช่ญิฮาด และปัตตานีหรือจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่ “ดินแดนดารุลฮารบี”

3. Counter Financing

– ระบุแหล่งเงินทุนของ BRN เช่น ค่าสมาชิก กิจการทางธุรกิจ ทั้งในไทยและมาเลเซีย
– กีดขวางเส้นทางการสนับสนุนการเงินแก่ BRN เช่น ตรวจบัญชีสถานศึกษาในเครือข่าย, มูลนิธิ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และในมาเลเซีย หากพบความผิดปกติต้องปิดบัญชีทั้งหมด โดยดำเนินการร่วมกับมาเลเซีย

4. Human Rights Protection

– ปฏิบัติการบนพื้นที่ฐานของการเคารพสิทธิมนุษยชน เช่น ไม่มีการทรมาน หรือวิสามัญฆาตกรรม ตลอดจนการคุกคามโดยภาครัฐ เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากพรรค PAS สันติบาลท้องถิ่นมาเลเซีย และมวลชนในมาเลเซีย