บี้ปลดล็อก ส.ป.ก.-ฝ่ากำแพง EUDR ดันทุเรียนน้ำแร่-ยางพาราบุรีรัมย์สู่ตลาดโลก
ความท้าทายของภาคเกษตรกรรมไทยในยุคการค้าโลกเสรี ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ปัญหาราคาสินค้าตกต่ำหรือต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง หากแต่ “โครงสร้างกฎหมายที่ล้าหลัง” และ “ระบบราชการที่ไร้ประสิทธิภาพ” กำลังกลายเป็นกำแพงสูงชันที่กักขังโอกาสของเกษตรกรไทย โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดระดับสากล
ล่าสุด พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้ลงพื้นที่อำเภอโนนสุวรรณ จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อตรวจสอบศักยภาพภาคเกษตรกรรมและรับฟังเสียงสะท้อนจากความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งสะท้อนภาพชัดเจนถึงความย้อนแย้งระหว่าง “คุณภาพผลผลิตระดับพรีเมียม” กับ “ข้อจำกัดทางกฎหมายที่รัฐยังแก้ไม่ตก”
เปิดโมเดล ‘ทุเรียนน้ำแร่ภูเขาไฟ’ สวนทองมาลี ทุนวัฒนธรรมสร้างรายได้ต้นละหมื่นห้า
จากการตรวจสอบข้อมูลในการลงพื้นที่จุดแรก ณ “สวนทองมาลี” แหล่งปลูกทุเรียนน้ำแร่ภูเขาไฟชื่อดัง พบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก ด้วยอานิสงส์จากดินภูเขาไฟที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ ส่งผลให้ทุเรียนหมอนทองในพื้นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื้อละเอียด นุ่ม กลิ่นไม่ฉุน สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรสูงถึงต้นละกว่า 15,000 บาทต่อปี

พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ทุเรียนน้ำแร่ภูเขาไฟไม่ใช่เพียงแค่พืชผลทางการเกษตรเพื่อการค้าขายแบบเดิมๆ แต่ถือเป็น “ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น” ที่รัฐต้องเข้ามาหนุนเสริมอย่างเป็นระบบ เพื่อต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรมูลค่าสูง (High-Value Agri-Tourism) ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้หมุนเวียนเข้าสู่เศรษฐกิจฐานรากในชุมชนอย่างยั่งยืน
ตอกย้ำวิกฤต EUDR: ยางพาราเกรดพรีเมียมติดล็อก ‘ไม่มีโฉนด’ ส่งออกยุโรปไม่ได้
อย่างไรก็ดี ประเด็นเชิงโครงสร้างที่กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดจากการรับฟังข้อร้องเรียนของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราโนนสุวรรณ คือ มาตรการ EUDR (European Union Deforestation Regulation) ของสหภาพยุโรป ที่บังคับใช้เกณฑ์เข้มงวดให้สินค้าเกษตรต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ถึงแหล่งที่มาได้ว่าไม่ได้มาจากพื้นที่บุกรุกป่า
กลุ่มเกษตรกรระบุว่า ปัจจุบันทางกลุ่มมีความพร้อมในด้านการผลิตอย่างมาก โดยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางแห้งคุณภาพสูงจนได้รับมาตรฐาน GMP และ ISO 9001:2015 ลดกลิ่นรบกวนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งขายให้แก่อุตสาหกรรมรายใหญ่ได้ แต่กลับต้องมาตกม้าตายในขั้นตอนการส่งออก เนื่องจากเกษตรกรจำนวนมากไม่มี ‘เอกสารสิทธิ์ในที่ดิน’ (โฉนด) ทั้งที่ทำกินในพื้นที่ดังกล่าวมาเป็นเวลานานและไม่ใช่พื้นที่บุกรุกป่าอนุรักษ์ ส่งผลให้ระบบของสหภาพยุโรปไม่ยอมรับการรับรองสิทธิ์

“ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของยางพารา แต่อยู่ที่ข้อจำกัดของรัฐในการออกเอกสารสิทธิ์ ทำให้เกษตรกรรายย่อยสูญเสียโอกาสในตลาดโลกอย่างน่าเสียดาย” เสียงสะท้อนจากตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยาง
บี้ปฏิรูป ส.ป.ก. ล่าช้า-ดองเรื่องมรดก จี้ใช้ผังเมืองข้ามไลน์กฎหมายที่ดิน
นอกจากปมปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ์แล้ว ได้รับรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับความล่าช้าในการบริหารจัดการที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ในพื้นที่ โดยเฉพาะขั้นตอนการโอนสิทธิ์หรือการตกทอดทางมรดกเกษตรกรรม ซึ่งบางรายต้องเผชิญกับกระบวนการทางราชการที่ลากยาวนานหลายปี ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเข้าถึงแหล่งทุนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และทำให้คนรุ่นใหม่ถอดใจที่จะสืบทอดอาชีพ
เพื่อแก้ปัญหานี้ หัวหน้าพรรคประชาชาติได้เสนอแนวทางเชิงนโยบายต่อรัฐบาล 2 ประเด็นสำคัญ คือ:
-
ปลดล็อกมาตรการ EUDR ด้วยเทคโนโลยี: เสนอให้รัฐบาลปรับแนวทางการตรวจสอบ โดยใช้ระบบภาพถ่ายดาวเทียม แผนที่ และข้อมูลผังเมือง มาเป็นเครื่องมือยืนยันพิกัดพื้นที่เพาะปลูกแทนการยึดติดเฉพาะเอกสารสิทธิ์ทางกฎหมาย เนื่องจากสามารถพิสูจน์ได้ทันทีว่าแปลงเกษตรนั้นไม่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ ซึ่งจะช่วยเซฟเกษตรกรรายย่อยให้ส่งออกได้ทันท่วงที
-
ผ่าทางตันระบบราชการ ส.ป.ก.: จี้ให้มีการปฏิรูปกระบวนการทำงานของ ส.ป.ก. ทั่วประเทศ ลดขั้นตอน (Red Tape) ที่ซ้ำซ้อน เพิ่มความโปร่งใส และแก้ไขข้อจำกัดทางกฎหมายที่เป็นภาระ เพื่อเปิดทางให้คนรุ่นใหม่เข้ามาขับเคลื่อนเกษตรกรรมมูลค่าสูงโดยไม่ต้องแบกรับหนี้สินที่เกิดจากความล่าช้าของรัฐ
รัฐต้องเป็น ‘ผู้ปลดล็อก’ ไม่ใช่ ‘ผู้ขัดขวาง’
พ.ต.อ.ทวี กล่าวทิ้งท้ายอย่างมีนัยสำคัญว่า จังหวัดบุรีรัมย์และอำเภอโนนสุวรรณมีศักยภาพพร้อมที่จะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงเกษตรระดับนานาชาติ หากได้รับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการตลาดที่ถูกจุดจากส่วนกลาง
“เราไม่ควรปล่อยให้ข้อจำกัดทางกฎหมายหรือความล่าช้าของระบบราชการ กลายเป็นอุปสรรคต่อสินค้าคุณภาพของเกษตรกรไทย รัฐต้องทำหน้าที่ปลดล็อกปัญหา เพื่อให้เกษตรกรสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเป็นธรรม” พ.ต.อ.ทวี ระบุ


