เปิดใจ ‘คนสอบท้องถิ่น’ สุจริต หวั่นถูกหางเลขบัญชีร่วง-จี้ฟันขบวนการนายหน้า

      จากกรณีที่มีกระแสข่าวการตรวจสอบและเฝ้าระวังปัญหาการทุจริตในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นที่มีการทุจริตท้องถิ่น ในปัตตานี 84 คน นราธิวาส 61 คนและ ยะลา 32 คน สร้างความสั่นคลอนต่อความเชื่อมั่นในระบบการสอบอย่างหนัก ล่าสุด กลุ่มผู้เข้าสอบที่ยืนยันว่าตนเองทุ่มเทอ่านหนังสือและสอบผ่านด้วยความสุจริต กำลังได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างหนักจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ โดยหวั่นเกรงว่าหากมีการตรวจนับคะแนนใหม่หรือยกเลิกผลการสอบ อาจทำให้ผู้ที่สอบได้ด้วยความสามารถที่แท้จริงต้องสูญเสียโอกาส

     แหล่งข่าวรายหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในตำแหน่งเจ้าพนักงาน เปิดเผยถึงความกังวลว่า ตนเองสอบเข้าตามแนวทางที่สุจริต แต่เมื่อมีข่าวการเรียงคะแนนใหม่หรือตรวจสอบกระดาษคำตอบ ทำให้เกิดความหวาดระแวงว่าลำดับของตนจะร่วงหล่นหรือถึงขั้นหลุดจากบัญชีรายชื่อหรือไม่

     “หนูเก็บหลักฐานไว้หมดแล้วว่า ภาค ก. ได้ 60 คะแนนพอดี ภาค ข. ได้ 68 คะแนน และ ภาค ค. ได้ 84 คะแนน รวมแล้วอยู่ในลำดับ ที่รอเรียก จากทั้งหมด 305 คน ถ้าร่วงลงไปลำดับท้ายๆ ยังพอรับได้ แต่ถ้าหลุดแบบไม่มีชื่อเลยคงเสียใจมาก เพราะนี่คือการสอบท้องถิ่นสนามที่ 5 แล้ว พอมีข่าวว่าจะมีการยกเลิกหรือตรวจสอบ ช่วง 3 วันแรกคืออยู่แบบกินไม่ได้นอนไม่หลับ กังวลไปหมดว่าคนสุจริตจะได้รับผลกระทบไปด้วย” แหล่งข่าวระบุ

     ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวอีกกลุ่มหนึ่งได้ร่วมกันวิพากษ์วิจารณ์ถึงโครงสร้างของปัญหาการทุจริต โดยมองว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนผู้สุจริตชนต้องเดือดร้อน และตั้งข้อสังเกตถึงกลุ่มผู้ที่สอบได้ด้วยการจ่ายเงินว่าอาจถูกนายหน้าเชิดเงินหนี หรือท้ายที่สุดแล้ว การสืบสวนอาจสาวไม่ถึง “ตัวการใหญ่”

     ครอบครัวผู้สอบระบุว่า ความผิดไม่ได้อยู่ที่ชาวบ้านที่ยอมจ่ายเงินเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นเพราะระบบเอื้ออำนวยให้เกิดการวิ่งเต้น หากไม่มีนายหน้าคอยรับหน้าเสื่อ หรือไม่มีผู้มีอำนาจระดับสูงเปิดทางให้ การทุจริตย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นได้

     “ถ้าพูดในมุมชาวบ้าน ใครๆ ก็อยากเป็นข้าราชการ ถ้ามีคนมาแนะนำว่าเดี๋ยววิ่งเต้นให้ จ่าย 3 แสนบาท ถ้าชัวร์เขาก็พร้อมจ่าย แต่พอเรื่องโป๊ะขึ้นมา กลุ่มที่โดนจับคือนายหน้าหรือคนจ่ายเงินไม่กี่คน แล้วพวกระดับสูงล่ะโดนไหม? ถ้าคนเหล่านี้ไม่เปิดทางให้ มันจะวิ่งเต้นได้หรือเปล่า เรื่องแบบนี้มันกลายเป็นการทุจริตจนเป็นเรื่องปกติในบางพื้นที่ไปแล้ว” แหล่งข่าวให้ความเห็น

     นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงกรณีของผู้ที่สอบผ่านและได้รับการเรียกบรรจุไปแล้วบางส่วน แม้จะได้เริ่มทำงาน แต่ก็ยังมีความกังวลอยู่ลึกๆ ว่าตนเองจะซวยถูกหางเลขยกเลิกผลการสอบไปด้วยหรือไม่ หากการสืบสวนครอบคลุมไปถึงผู้เข้าสอบทั้งหมดกว่า 5,000 คน

     อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงสะท้อนจากแหล่งข่าวอีกราย ซึ่งเป็นผู้ที่สอบผ่านแบบปกติและได้รับการบรรจุในรุ่นแรก โดยระบุว่าตนไม่ได้จ่ายเงินเพื่อวิ่งเต้นใดๆ ปัจจุบันทำงานตามปกติและไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่นกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

     “ถือว่าเป็นเรื่องของเขา ใครทำอะไรก็คงได้รับสิ่งนั้น เดี๋ยวนี้การเมืองน่ากลัวมาก ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว” แหล่งข่าวทิ้งท้าย

    สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบาดแผลลึกในระบบการคัดเลือกบุคลากรของรัฐ ที่ไม่เพียงแต่ต้องเร่งนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่ยังต้องมีมาตรการเยียวยาและปกป้อง “ผู้สุจริต” ไม่ให้ต้องตกเป็นเหยื่อของกระบวนการทุจริตที่ตนไม่ได้มีส่วนร่วมก่อขึ้น