บพท.-อว. ดัน ‘ทุ่งสงโมเดล’ พลิก 4 ย่านประวัติศาสตร์ สู่เมืองสร้างสรรค์

หลังผลวิจัยชี้เป้า Pain Point ขาดมูลค่าเศรษฐกิจครบวงจร-ดึงเยาวชนแก้โจทย์
ในระหว่างวันที่ 18 – 20 กรกฎาคม 2569 ขบวนการขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์การนำวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ ภายใต้ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) และกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เตรียมลงพื้นที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อตรวจสอบและขับเคลื่อนโครงการวิจัยสำคัญ 3 โครงการใหญ่ มุ่งยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม
การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเปิดเผยพิมพ์เขียวผลการศึกษาวิจัย เรื่อง ‘การพัฒนาเมืองแห่งทุนวัฒนธรรมที่ยั่งยืน และเครือข่ายย่านวัฒนธรรมชุมชน’ และโครงการ ‘การบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชนเพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์’ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงทั้งโอกาสทางประวัติศาสตร์และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ภาคใต้

รายงานการวิจัยฉบับดังกล่าวระบุถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหรือ Pain Point สำคัญของเทศบาลเมืองทุ่งสงในปัจจุบันว่า แม้พื้นที่จะมีต้นทุนทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มหาศาล จากการเป็นเมืองชุมทางรถไฟและแหล่งอารยธรรมโบราณ แต่ทุนเหล่านี้ “ยังไม่ถูกนำมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้ที่มั่นคงให้กับคนในท้องถิ่นได้อย่างครบวงจร”
นอกจากนี้ยังพบปัญหาสำคัญในมิติการสื่อสาร เนื่องจากระบบการประชาสัมพันธ์เมืองยังจำกัดอยู่ในวงแคบ ขาดแคลนระบบฐานข้อมูลออนไลน์ หรือแอปพลิเคชันที่มีประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงกิจกรรมและแผนผังงานเข้ากับกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่
เพื่อแก้โจทย์ดังกล่าว ยุทธศาสตร์ใหม่จึงมุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนบทบาทเครือข่ายเยาวชนในพื้นที่ 13 ตำบล จากเดิมที่เป็นเพียง “ผู้สืบทอด” ให้ขึ้นมาเป็น “ผู้สร้างคุณค่าทางวัฒนธรรมผ่านกลุ่มกิจกรรมร่วมสมัย อาทิ กลุ่มเด็กปั้น (ศิลปะดินเบาตัวละครมโนราห์และหนังตะลุง) คณะหนังตะลุงเยาวชน และกลุ่มนาฏศิลป์ชานชาลา โดยเตรียมดึงโรงเรียนศิลปะการแสดงภาคใต้เข้ามาบูรณาการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาระยะยาว พร้อมใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น TikTok และเพจท้องถิ่น ทลายกรอบการประชาสัมพันธ์แบบเดิม

ข้อมูลจากคณะวิจัยจำแนกพัฒนาการประวัติศาสตร์ทุ่งสงออกเป็น 5 ยุค ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (รัฐโบราณคาบสมุทร 6,500 ปีก่อน) ยุคอยุธยาที่มีการจัดสรรที่ดินแบบ “นา–ทุ่ง–โคก–ควน” ยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ยุคชุมทางรถไฟ-สงครามโลกครั้งที่ 2 มาจนถึงยุคเมืองอุตสาหกรรมในปัจจุบัน
จากรากฐานดังกล่าว ถูกถอดรหัสออกมาเป็น 4 พื้นที่ยุทธศาสตร์สร้างสรรค์ (4 ย่านวัฒนธรรม) คือ ย่านหลาดชุมทางทุ่งสง (ถนนชัยชุมพล) ตลาดวัฒนธรรมพื้นที่สร้างรายได้จากสินค้าหัตถกรรมจักสานต้นคลุ้ม ผ้ามัดย้อม และอาหารพื้นถิ่น (ยาหนม ขนมหวัก)
ย่านชุมทางประวัติศาสตร์ (ถนนรถไฟ 1 และ 2) แหล่งรวมสถาปัตยกรรมอนุรักษ์ นำโดยอาคารสยามกัมมาจล (ธนาคารไทยพาณิชย์สาขาแรกของภาคใต้) ที่แปรสภาพเป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชน
ย่านห้องแถวไม้ยิบอินซอยพื้นที่เอกชนที่เทศบาลเข้าไปเช่าบริหารจัดการเพื่อเปิด Space ให้คนรุ่นใหม่จัดกิจกรรมร่วมสมัย เช่น เทศกาลเปต (เป-ตะ) เฟสติวัล
ย่านนิคมบ้านพักรถไฟ แหล่งมรดกอุตสาหกรรมยุคสงครามโลก อาคารสไตล์อาร์ตเดโค และโรงซ่อมบำรุงรถจักรที่ใหญ่ที่สุดในอดีต
โครงสร้างการบริหารจัดการพื้นที่ของทุ่งสง พบว่ามีการใช้รูปแบบ “ธรรมาภิบาลแบบร่วมรังสรรค์โดยชุมชนและผู้ปฏิบัติการ” ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนจากล่างขึ้นบน โดยมีการกระจายสัดส่วนบทบาทผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสมดุล ไม่ได้ผูกขาดโดยภาครัฐนักจัดการทุนวัฒนธรรม ร้อยละ 25.93 ชุมชนและกลุ่มวัฒนธรรม (ภาคประชาสังคม) ร้อยละ 24.07 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาลเมืองทุ่งสง) ร้อยละ 20.37 (ปรับบทบาทจากผู้สั่งการเป็นผู้อำนวยความสะดวกและหนุนงบประมาณ) สถาบันวิชาการและภาคเอกชนกลุ่มละร้อยละ 14.81
ทั้งนี้ จากการประเมินผลกระทบทางสังคม ในปี 2568 ชี้ชี้วัดว่าโมเดลกระจายอำนาจทางวัฒนธรรมนี้ ส่งผลให้ดัชนีสร้างการรับรู้และความภาคภูมิใจ (สำนึกรักถิ่น) พุ่งสูงถึงร้อยละ 94.85 และเกิดการขับเคลื่อนรายได้ชุมชนในระดับร้อยละ 89.11
สำหรับการลงพื้นที่ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 นี้ จะมีการจัดทำ Workshop ครั้งใหญ่ ณ เทศบาลเมืองทุ่งสง โดยมี จ.อ.เวชยันต์ หนูรักษา ปลัดเทศบาล รักษาราชการแทน นายกเทศมนตรีเมืองทุ่งสง, ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะทำงาน (PC) และ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการแผนงานเชิงกลยุทธ์ฯ (PD) ร่วมกับ 3 หัวหน้าโครงการวิจัยหลัก (รศ.ดร.สุพรรณี ฉายะบุตร, รศ.ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล, ดร.จงกล คำไล้) เพื่อกำหนดทิศทางความยั่งยืน 4 ด้านหลัก

การบูรณาการแผนยุทธศาสตร์ ผลักดันเทศกาลเปต เฟสติวัล และหุ่นทองสูง เข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัดเพื่อล็อกงบประมาณต่อเนื่อง
การปกป้องสิทธิ์ (IP)จดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาในภูมิปัญญาและผลิตภัณฑ์ชุมชน
การยกระดับสู่สากล ใช้ Creative Lab ปรับปรุงสินค้าท้องถิ่น (ผ้าบาติกสีทุ่งสง สินค้าธีมรถไฟ) และดันเทศกาลท้องถิ่นสู่ระดับโลก และ การจัดการเมืองเดินได้ โดยการพัฒนาย่านสร้างสรรค์เชื่อมโยงรางวัลอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมเมืองที่ยั่งยืน
“ทุ่งสงโมเดล” จึงเป็นหมุดหมายสำคัญว่า การนำงานวิจัยและนวัตกรรมภายใต้งบประมาณสนับสนุนของรัฐ (กองทุน ววน. และ บพท.) จะสามารถปลดล็อกข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ และแปรเปลี่ยนทุนวัฒนธรรมให้กลายเป็นรายได้ที่จับต้องได้จริงของชุมชนได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป


