ชงโมเดล ‘POC’ ยึดอำนาจบูรณาการคืนผู้ว่าฯ-ล้างระบบอุปถัมภ์แต่งตั้ง  

 

กลุ่มอดีตบิ๊กมหาดไทย ยื่นหนังสือสมาคมนักปกครองฯ ผ่าโครงสร้างสู้ตั๋วการเมือง!

       เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ในฐานะตัวแทน “กลุ่มอดีตข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ผู้ภักดีต่อแผ่นดิน” ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือและเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบาย ต่อสมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย ถึงนายกสมาคมฯ เพื่อเรียกร้องให้เร่งปฏิรูปการบริหารงานบุคคล การแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอทั่วประเทศ ให้กลับมามีความโปร่งใสและเป็นไปตามระบบคุณธรรมอย่างแท้จริง เพื่อแก้ไขวิกฤตศรัทธาในกระทรวงมหาดไทย หลังเผชิญมรสุมการเมืองแทรกแซงและการโยกย้ายข้าราชการอย่างถี่ผิดปกติ

       เอกสารข้อเสนอเชิงนโยบายดังกล่าว จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 มีสาระสำคัญชี้ให้เห็นถึง “ปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง” (Structural Paradox) ของระบบราชการไทย ซึ่งแม้จะมีการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินมาตั้งแต่ปี 2545 เพิ่มกระทรวงเป็น 20 กระทรวง และมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สูงถึง 6,397 แห่ง ทว่าตลอด 25 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลกลับไม่เคยประเมินผลการปฏิรูปอย่างจริงจัง

       นอกจากนี้ ผลการประเมินจากองค์กร OECD และ สำนักงาน ก.พ.ร. ต่างชี้ไปในทางเดียวกันว่า การปฏิรูปที่ผ่านมาเป็นเพียง “การขยายสายบังคับบัญชาตามภารกิจกรม” (Structural Fragmentation) จนเกิดภาวะต่างคนต่างทำ (Silo Governance) ส่งผลให้เกิด “ช่องว่างทางการบริหารเชิงพื้นที่” (Area Governance Gap) กล่าวคือ เมื่อเกิดวิกฤต ประชาชนยังคงคาดหวังให้ผู้ว่าฯ และนายอำเภอเป็นผู้รับผิดชอบหลัก แต่ในทางปฏิบัติต่างตกอยู่ในภาวะ “ตำแหน่งเสมือนใหญ่ รับผิดชอบสูง แต่อำนาจจำกัด” เนื่องจากขาดกลไกเชิงโครงสร้างในการกำกับดูแลหน่วยงานส่วนกลางที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่

      เอกสารของกลุ่มอดีตข้าราชการมหาดไทย ยังระบุถึงวิกฤตระบบราชการอย่างรุนแรงในประเด็น การถดถอยของระบบคุณธรรม (Merit Decay) และ การแทรกแซงทางการเมือง (Political Interference) โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่คำนึงถึงความรู้ ความสามารถ อาวุโส หรือความเหมาะสมในพื้นที่ มีการเปลี่ยนตัวผู้ว่าฯ และนายอำเภอถี่เกินไปจนขาดเสถียรภาพในการขับเคลื่อนนโยบาย

     “ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอในปัจจุบัน ถูกครอบงำโดยกลุ่มการเมืองหรือระบบ บ้านใหญ่เข้ามาแทรกแซง ขณะเดียวกันมีข้าราชการบางรายใช้วิธีวิ่งเต้นและใช้ปัจจัยทุน เพื่อเลื่อนตำแหน่งไปอยู่ในจังหวัดที่สามารถแสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ระบบดังกล่าวได้ เซาะกร่อนบ่อนทำลายขวัญกำลังใจของข้าราชการมืออาชีพอย่างหนัก” ข้อเสนอนโยบายระบุ

     สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายที่กลุ่มอดีตบิ๊กมหาดไทยยื่นต่อสมาคมนักปกครองฯ ได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะ ผ่าน 2 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่

     ยุทธศาสตร์ที่ 1 การปฏิรูปกลไกบริหารเชิงพื้นที่ (ระยะเร่งด่วน ส.ค. – ก.ย. 2569)

 

ยกระดับ “กรมการจังหวัด” สู่ “ศูนย์บูรณาการงานบริการประชาชนประจำจังหวัด” (Provincial Operation Center – POC): มอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกกระทรวง ให้หัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดปฏิบัติราชการแทน เพื่ออนุมัติ/อนุญาตงานบริการประชาชน ณ จุดเดียว (One-Stop Service) ผ่านระบบดิจิทัล โดยถอดบทเรียนจากโมเดลบริหารวิกฤตโควิด-19 ให้ผู้ว่าฯ เป็นประธานศูนย์ฯ และมีหัวหน้าส่วนราชการทุกหน่วยในจังหวัด (เว้น ทหาร อัยการ ศาล และองค์กรอิสระ) ร่วมเป็นกรรมการ

      กำหนดให้ผู้ที่จะเป็นรองผู้ว่าฯ ต้องเคยผ่านงานส่วนภูมิภาคระดับอำเภอ/จังหวัดไม่น้อยกว่า 4 ปี ส่วนผู้ว่าฯ ต้องดำรงตำแหน่งบริหารระดับต้นรวมกันไม่น้อยกว่า 3 ปี และ ต้องเคยผ่านตำแหน่งรองผู้ว่าฯ มาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี

 

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การปฏิรูประบบบริหารงานบุคคล (ระยะยาว ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570)

   จัดตั้ง “ก.มท.” องค์กรบริหารงานบุคคลอิสระ: ใช้โครงสร้างคล้าย ก.ต., ก.อ. หรือสภากลาโหม มีปลัด มท., เลขาธิการ ก.พ. และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากการเลือกกันเองของข้าราชการระดับสูง 5 คน (วาระ 3 ปี) ทำหน้าที่คัดกรองจัดทำ Shortlist รายชื่อผู้เหมาะสม เพื่อป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง

     ให้อำนาจผู้ว่าฯ ประเมินผลและลงโทษวินัย: บังคับใช้ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และ พ.ร.ฎ.การบริหารงานเชิงพื้นที่ฯ พ.ศ. 2565 มอบอำนาจให้ผู้ว่าฯ เป็นผู้ประเมินผลงาน เลื่อนเงินเดือน และพิจารณาวินัยข้าราชการระดับอำนวยการและเชี่ยวชาญในพื้นที่โดยตรง

      วาง Career Path ชัดเจน: กำหนดหลักเกณฑ์สะสมสมรรถนะและประสบการณ์ตั้งแต่วันบรรจุ เพื่อให้เห็นเส้นทางความก้าวหน้าโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบตั๋วหรือสายสัมพันธ์ทางการเมือง

     ทั้งนี้ กลุ่มอดีตข้าราชการมหาดไทยระบุทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อเสนอนี้ไปปฏิบัติ จะช่วยให้ประชาชนได้รับบริการแบบ One-Stop Service ที่แท้จริง รัฐบาลมีกลไกขับเคลื่อนนโยบายเชิงพื้นที่ที่มีเอกภาพ และที่สำคัญคือการกอบกู้ภาพลักษณ์ สร้างระบบคุณธรรม ปกป้องข้าราชการประจำจากการแทรกแซงของการเมืองได้อย่างยั่งยืน