จุฬาฯ ชี้ปัญหา 3 จังหวัด “ไม่ใช่ความขัดแย้งในเชิงศาสนา”

    ดึงฮูกุมปากัต 9 ดีอุดช่องโหว่อาชญากรรมชุมชน สู้ภัยแทรกซ้อน

    สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงคุกรุ่น โดยเฉพาะเหตุการณ์รุนแรงขนาดใหญ่ระลอกล่าสุดที่นำไปสู่ความหวาดระแวง และการตั้งคำถามจากสังคมถึงทิศทางการแก้ปัญหาของรัฐ พร้อมๆ กับความพยายามของบางฝ่ายที่ผูกโยงสถานการณ์ให้กลายเป็น “ความขัดแย้งทางศาสนา” ล่าสุด ผู้นำสูงสุดทางศาสนาอิสลามได้ออกโรงเบรกวาทกรรมดังกล่าว พร้อมประกาศทวงคืนความหมายของคำว่า “ฟาฏอนี” เพื่อสกัดกั้นการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยก

     เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2569 ณ โรงแรมซีเอส ปัตตานี นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างตรงไปตรงมาถึงทุกภาคส่วนว่า วิกฤตการณ์ในชายแดนใต้ที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานนั้น “ไม่ใช่ความขัดแย้งในเชิงศาสนา” แต่เป็นสถานการณ์ที่มีการนำเรื่องศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือถูกแอบอ้างใช้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง

     การปล่อยให้มีการตีความบิดเบือน หรือมองปัญหาจนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างศาสนิกชน ถือเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการแก้ปัญหา จุฬาราชมนตรีจึงเน้นย้ำว่า ภาครัฐและทุกภาคส่วนต้องเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อปอกเปลือกศาสนาออกจากความรุนแรง

      เพื่อสยบวาทกรรมและสร้างเกราะป้องกันทางความคิด จุฬาราชมนตรีได้ใช้เวทีนี้ประกาศคำฟัตวา (คำวินิจฉัยทางศาสนา) พลิกความหมายของคำว่า “ฟาฏอนี” ที่มักถูกนำไปอ้างอิงในบริบทของการต่อสู้ ให้กลับคืนสู่รากเหง้าที่แท้จริง โดยประกาศให้ดินแดนแห่งนี้คือ “ฟาฏอนี ดารุสสาลาม” (ดินแดนแห่งสันติสุข)

     นายอรุณ ระบุว่า คำว่าฟาฏอนี ไม่ได้เป็นเพียงชื่อสถานที่ แต่มีความหมายลึกซึ้งถึง “การมีปัญญา” ในอดีตดินแดนแห่งนี้เคยได้รับการขนานนามว่าเป็น “ระเบียงมักกะห์” เป็นศูนย์รวมปราชญ์และผู้มีความรู้ที่ได้รับการยอมรับไปถึงเมืองมักกะฮ์ ดังนั้น การนำคำว่า ฟาฏอนี มาขับเคลื่อนในปัจจุบัน จึงต้องหมายถึง ดินแดนของผู้มีความรู้ มีความรัก สมัครสมานสามัคคี และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาดินแดนภาคใต้ให้เจริญและมีสันติสุข ไม่ใช่ดินแดนแห่งความรุนแรง

    นอกจากการต่อสู้ในเชิงความคิดและหลักการแล้ว เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม จุฬาราชมนตรีได้ผนึกกำลังกับหน่วยงานความมั่นคง นำโดย แม่ทัพภาคที่ 4, ผู้ว่าราชการจังหวัด, ศอ.บต. และผู้นำศาสนา ขับเคลื่อนเครื่องมือภาคประชาชนที่เรียกว่า “ฮูกุมปากัต” (Hukum Pakat) หรือ ธรรมนูญหมู่บ้าน “9 ดี” ซึ่งเป็นกฎชุมชนที่เกิดจากฉันทามติร่วมกันระหว่างฝ่ายปกครอง ศาสนา และประชาชน เพื่ออุดช่องโหว่ปัญหาสังคมในระดับรากหญ้าที่ไม่ขัดต่อหลักศาสนาและกฎหมายบ้านเมือง

ธรรมนูญ 9 ดี ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตชุมชนโดยตรง ประกอบด้วย:

  1. เป็นคนดี: ปลูกฝังคุณธรรม ละชั่ว กลัวบาป

  2. มีปัญญา: สอดรับกับแนวคิด “ฟาฏอนี” ส่งเสริมการเรียนรู้เท่าทันโลก

  3. รายได้สมดุล: แก้ปัญหาปากท้องด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

  4. สุขภาพแข็งแรง: ดูแลสุขภาวะคนในชุมชน

  5. สิ่งแวดล้อมสมบูรณ์: ปกป้องทรัพยากรท้องถิ่น

  6. สังคมอบอุ่น: สกัดกั้นความแตกแยก เริ่มจากครอบครัว

  7. หลุดพ้นอาชญากรรม/ยาเสพติด: เป้าหมายสำคัญในการตัดวงจรความรุนแรงและภัยแทรกซ้อน

  8. จัดตั้งกองทุนพึ่งตนเอง: สร้างความมั่นคงทางการเงินฐานราก

  9. กรรมการหมู่บ้านเข้มแข็ง: พัฒนาผู้นำให้จัดการปัญหาได้ด้วยตนเอง

    ภาพการส่งมอบหนังสือคู่มือและคุฏบะห์ (บทธรรมเทศนา) ณ มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ในช่วงท้ายของงาน จึงไม่ใช่เพียงแค่พิธีกรรม แต่เป็นการประกาศจุดยืนร่วมกันครั้งใหญ่ของฝ่ายศาสนา รัฐ และประชาชน ที่จะไม่อนุญาตให้กลุ่มใดนำ “ศาสนา” และคำว่า “ฟาฏอนี” มาเป็นตัวประกันในการสร้างความรุนแรงอีกต่อไป พร้อมเดินหน้าใช้ธรรมนูญชุมชนสกัดกั้นภัยแทรกซ้อนที่หล่อเลี้ยงความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้อย่างเด็ดขาด