‘ชวน’ แฉเบื้องลึกไฟใต้กลางงานสารทเดือนสิบ ซัดนโยบาย ‘เก็บเดือนละ 10 คน’ ต้นตอความรุนแรง-ปล้นปืน 413 กระบอก – ‘ราเชน’ ร่วมงานพิธี

เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2569 ที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนกาญจนาภิเษก เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร บรรยากาศการจัดงานประเพณีทำบุญสารทเดือนสิบ ซึ่งเป็นงานบุญใหญ่ประจำปีของชาวภาคใต้ โดยมีบุคคลสำคัญในแวดวงการเมือง อาทิ นายราเชน ตระกูลเวียง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ และรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ “เขยใต้” ได้เดินทางมาร่วมประกอบพิธีทางศาสนาและร่วมกิจกรรมทำบุญกับทางสมาคมฯ ข้าราชการระดับสูง และประชาชนเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น โดยมี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล นายกสมาคมชาวปักษ์ใต้ฯ ให้การต้อนรับ และมี นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน
ไฮไลต์สำคัญของงานในวันนี้ นอกเหนือจากการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีแล้ว คือการกล่าวปาฐกถาของ นายชวน หลีกภัย ที่ได้หยิบยกประเด็นทางการเมืองและต้นตอของปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา
นายชวน กล่าวช่วงหนึ่งถึงสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันว่า สภาพการเมืองขณะนี้มีความเลวร้ายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนตลอด 94 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เนื่องจากมีการแทรกแซงและกระทำการที่ไม่ถูกต้อง แต่ยังโชคดีที่มีหน่วยงานอย่าง กกต. ที่ยึดมั่นในความถูกต้อง
“ขอให้พี่น้องชาวใต้และผู้ที่รักชาติบ้านเมือง ยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้ เพื่อให้ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีประสิทธิภาพ มิฉะนั้นเขาจะบอกว่าการปกครองระบบนี้ล้มเหลว สู้สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ไม่ได้ ผมบอกไม่ใช่ ระบบนี้หลายประเทศเขาก็เจริญ แต่ที่ล้มเหลวของเราเป็นเพราะนักการเมืองตัวสำคัญ ทุจริตฉ้อฉล ทำให้บ้านเมืองมีปัญหา อย่าไปเคี่ยวเข็ญว่าระบบการเมืองล้มเหลว มันเป็นเรื่องของนักการเมืองที่ปฏิบัติขัดแย้งต่อบทบัญญัติของการปกครอง” นายชวนระบุ
นอกจากนี้ อดีตนายกรัฐมนตรี ยังได้เปิดเผยถึงเบื้องลึกของปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ โดยระบุว่า ปัญหาเกิดจากนักการเมืองทำผิดพลาด ไม่ใช้ระบบประชาธิปไตยที่มีการแบ่งแยกอำนาจ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการอย่างชัดเจน
นายชวน ระบุว่า “วันหนึ่งรัฐบาลชุดนั้น เขาไม่ให้ศาลตัดสิน เขาตัดสินเอง โดยบอกว่าคนร้ายในภาคใต้มีไม่เกิน 18 คน ให้จัดการให้เดือนละ 10 คน 2 เดือนก็หมด นี่คือนโยบายเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2544 นั่นแหละคือวันที่ทำให้ภาคใต้เริ่มมีปัญหาความไม่สงบ ผลจากนโยบายดังกล่าวทำให้กลุ่มมุสลิมมองว่าเมื่อรัฐไม่ยึดกฎหมาย เขาก็ตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาเรียกว่า RKK ใช้เวลา 3 ปี ปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็งไป 413 กระบอก นำไปก่อเหตุจนทำให้เจ้าหน้าที่และชาวบ้านทั้งพุทธและมุสลิมเสียชีวิตไปแล้วกว่า 7 พันคน ความผิดพลาดนิดเดียวจากนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ทำให้ภาคใต้มีปัญหาลุกลาม”
นายชวน เล่าต่อว่า เมื่อรัฐบาลแก้ปัญหาไม่ได้ จึงต้องพึ่งพาพระบารมี โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานแนวทาง ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ เพื่อใช้แก้ปัญหาแทนการใช้ระบบ “เก็บยิงทิ้ง” ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จ พร้อมย้ำว่าข้อมูลเหล่านี้มีคนรู้เหลือเพียงไม่กี่คน หนึ่งในนั้นคือตนเอง และ พล.ท.เรวัตร อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4 (ปัจจุบันอายุ 80 ปี) ซึ่งเป็นผู้คัดค้านนโยบายดังกล่าวในเวลานั้น จึงอยากนำเรื่องนี้มาเล่าให้คนใต้ฟังเพื่อไม่ให้หลงทางและช่วยกันปกป้องไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก
ด้าน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล นายกสมาคมชาวปักษ์ใต้ฯ กล่าวว่า งานสารทเดือนสิบปีนี้จัดได้ดีกว่าทุกปีที่ผ่านมา สมาคมฯ ก่อตั้งมา 94 ปี บ่งบอกถึงความเข้มแข็ง สามัคคี และรักพวกพ้องในทางที่ถูกต้อง ทุกปีจะต้อนรับ นายชวน หลีกภัย ซึ่งเป็นขวัญใจและเป็นที่เคารพศรัทธาของมหาชนชาวใต้ทั้ง 14 จังหวัด
“จากการที่ท่านชวนได้ทุ่มเท เสียสละ อดทน กล้าหาญ และเป็นแบบอย่างเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ทางสมาคมฯ จึงได้กราบเรียนเชิญท่านมาร่วมให้กำลังใจในการเปิดงาน เพื่อให้พ่อแม่พี่น้องได้มีโอกาสใกล้ชิด” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว
ขณะเดียวกัน นายราเชน ตระกูลเวียง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ และรองประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯ ในฐานะ “เขยใต้” ที่เดินทางมาร่วมงานและลงพื้นที่รับฟังปัญหาประชาชน ระบุว่า ปาฐกถาของนายชวนได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานอย่างมาก
นายราเชน กล่าวสะท้อนมุมมองว่า นายชวนได้ชี้ให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นของปัญหาว่าเกิดจากการประเมินสถานการณ์ของรัฐบาลในอดีตที่ต่ำกว่าความเป็นจริง (นายราเชนอ้างอิงถึงช่วงปี 2548) ที่ระบุว่ามีโจรเพียง 18 คน หากเก็บเดือนละ 10 คนก็เรียบร้อย ซึ่งกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญของความรุนแรง
“ท่านชวนได้กล่าวชื่นชมในความอดทนและให้กำลังใจพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยึดมั่นในหลักการ ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 เพื่อใช้ดับไฟความขัดแย้งและนำความสงบสุขกลับคืนสู่พื้นที่อย่างแท้จริง” นายราเชน กล่าวทิ้งท้าย

