‘สุดยอดทางพร้าว’ จากวัสดุพื้นบ้านสู่ ‘เปตะ’ อารมณ์ดี ทุนวัฒนธรรมตลบหลังความกลัว ยกระดับทุ่งสงสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์

     เมื่อพูดถึง “ประเพณีบุญสารทเดือนสิบ” ของชาวใต้ ภาพจำเดิมๆ ในความคิดของคนทั่วไป มักผูกติดอยู่กับภาพของ “เปรต” รูปร่างสูงใหญ่ เสียงร้องหวีดหวิว และแววตาน่ากลัว เพื่อสะท้อนถึงบาปบุญคุณโทษ แต่นวัตกรรมศิลปะในงาน “เทศกาลเปตะ เฟสติวัล ครั้งที่ 3” ณ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช กำลังฉายภาพความจริงใหม่ที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

     เมื่อวลีติดปากภาษาถิ่นอย่าง “สุดยอดทางพร้าว” (มีความหมายเปรียบเปรยถึงความเลิศล้ำ ยอดเยี่ยม) ถูกนำมาตีความและเนรมิตให้กลายเป็นงานศิลปะมีชีวิต เปลี่ยน “ลูกมะพร้าว-กาบหมาก” วัตถุดิบธรรมดาข้างบ้าน ให้กลายเป็นหุ่น “เปตะ” หน้าตาขำขัน ทะเล้น และอบอุ่น

   การเดินทางของโครงการนี้ ไม่เพียงสะท้อนความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินในท้องถิ่น หากยังเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการวิจัย “การบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชนเพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่มุ่งยกระดับทุนวัฒนธรรมชุมชน ให้กลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับประเทศ

เปลี่ยน ‘คัตเตอร์’ เป็นแปรงทาสี: ปฏิวัติภาพจำ ‘เปรต’ ด้วยความกตัญญู

ครูพี่ติ๊ก – วริฏฐา ส่งทวน ศิลปินชาวอำเภอทุ่งสง ศิษย์เก่าคณะจิตรกรรม ประประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้เคยนำเสนอเรื่องราว “เปรต 12 ตระกูล 21 ชนิด” ผ่านภาพประกอบในเทศกาลครั้งก่อน ได้หันมาเปลี่ยนวิธีเล่าเรื่องในครั้งนี้ โดยได้รับความช่วยเหลือจาก พี่เอ๊ะ – ปิยะนาถ กลิ่นภักดี นักวิจัยในพื้นที่ ที่ช่วยหอบหิ้วลูกมะพร้าวสดๆ จากสวนมาให้

อุปกรณ์หลักที่ครูพี่ติ๊กใช้ในการเปลี่ยนโฉมลูกมะพร้าว ไม่ใช่เครื่องไม้เครื่องมือซับซ้อน แต่คือ “คัตเตอร์” เล่มเดียว ที่ค่อยๆ บรรจงตัด เฉือน ปรับมิติ เกิดเป็นตา จมูก และปาก ก่อนจะเติมเสน่ห์ด้วยผมปลอม ลูกตาปลอม และการลงสีฉูดฉาด บางลูกถูกแต่งทรงผมให้ละม้ายคล้ายดาราดังจนมองแล้วต้องหลุดขำ

“ศิลปะมันไม่ได้ไกลตัว อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นคุณค่าของสิ่งนั้นหรือเปล่า” ครูพี่ติ๊ก กล่าวถึงแนวคิดการสร้างสรรค์

แก่นแท้ของ “เปตะ” ในงานนี้ จึงไม่ใช่การสร้างความหวาดกลัว หากแต่เป็นการก้าวข้ามผ่านคำว่าเปรต ไปสู่กุศโลบายเรื่อง “การกลับบ้าน” ของลูกหลานชาวใต้ในเทศกาลเดือนสิบ เพื่อมาร่วมล้อมวงกินข้าว แสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับ เปตะปีนี้จึงมีรอยยิ้ม ความทะเล้น และความอบอุ่นรอต้อนรับทุกคนที่เดินทางกลับบ้าน

เล่นกับ แสง-ลม-เงา: ศิลปะหมุนเวียนที่ไร้ขยะ 

ความแยบยลของการใช้วัสดุธรรมชาติ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ลูกมะพร้าว แต่ยังครอบคลุมไปถึงกาบมะพร้าวและกาบหมาก ซึ่งถูกนำมาแกะสลัก เพนต์สี และเจาะช่องลวดลายต่าง ๆ

  • มิติตอนกลางวัน: กาบหมากและกาบมะพร้าวฉูดฉาด สร้างสีสันสดใส เป็นหุ่นเปตะต้อนรับผู้มาเยือน

  • มิติตอนกลางคืน: แสงไฟที่ส่องลอดผ่านช่องเจาะของกาบหมาก จะไปกระทบกับกำแพง เกิดเป็นนวัตกรรมแสงและเงา (Light & Shadow Art) ที่เคลื่อนไหวไปตามแรงลม

  • มิติหลังจบงาน (Sustainability): มะพร้าวและกาบหมากทุกชิ้น สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ บางส่วนนำไปปลูกต่อเป็นต้นไม้ และบางส่วนสามารถนำไปประกอบอาหารได้ทันที โดยไม่ทิ้งขยะมลพิษไว้ในพื้นที่

เชื่อมโยงงานวิจัย บพท.-ววน.: แปลง “ทุนวัฒนธรรม” เป็น “ทุนชาติ”

เบื้องหลังงานสร้างสรรค์ศิลปะชุมชนชิ้นนี้ คือการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงโครงสร้าง โดยมี ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ (PC) และ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการแผนงานเชิงกลยุทธ์ (PD) ร่วมกันผลักดันภายใต้แผนงานสำคัญ “ยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม”

การทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณและทิศทางนโยบายจาก:

  1. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

  2. กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.)

  3. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

  4. สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.)

  5. หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.)

  6. ดำเนินงานในพื้นที่โดย มูลนิธิสื่อสานพลังชุมชน

การแปลง “ทุนทางวัฒนธรรมชุมชน” ให้กลายเป็น “ทุนชาติ” ในพื้นที่เมืองรองอย่าง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดงานเทศกาลเพื่อความบันเทิง แต่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อนำเสน่ห์ดั้งเดิมของท้องถิ่นมาจัดวางในบริบทใหม่ ผ่านกระบวนการวิจัยและนวัตกรรม ของธรรมดาที่เห็นอยู่ทุกวัน ก็สามารถเล่าเรื่องใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และตอกย้ำคำถามชวนคิดถึงบ้านในหัวใจของคนใต้ทุกคนว่า…