‘จตุพร’ ยอมรับ PM 2.5 แก้ไม่จบร้อยเปอร์เซ็นต์
ชูเฟสแรกตั้งระบบ Monitor สั่งลุยทันที พร้อมเล็งอัพค่าตอบแทน ‘พิทักษ์ป่า’
เวทีดีเบต “NATION ELECTION 2569” ร้อนระอุ ‘สุดารัตน์’ จี้ถามปมฝุ่นพิษลากยาวตั้งแต่ปี 60 แต่ไร้ผลสัมฤทธิ์ ด้าน ‘จตุพร’ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ รับสภาพแก้ได้ยาก แต่ย้ำต้องตัดวงจรการเผา-สันดาป เผยเตรียมยกระดับสวัสดิการเจ้าหน้าที่ด่านหน้า
วาระแห่งชาติที่ยัง “มองไม่เห็นทางออก”
ในเวที NATION ELECTION 2569 DEBATE “จุดเปลี่ยนประเทศไทย” ณ สวนสาธารณะ อบจ.เชียงใหม่ ประเด็นวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) กลายเป็นหัวข้อหลักที่ถูกนำมาถกเถียงอย่างเข้มข้น
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้ยิงคำถามตรงไปที่ตัวแทนจากขั้วอำนาจและผู้บริหารนโยบาย โดยระบุว่าปัญหา PM 2.5 ถูกประกาศเป็นวาระแห่งชาติมาตั้งแต่ปี 2560 แต่สถานการณ์กลับไม่ดีขึ้น พร้อมตั้งคำถามถึง “คำพูดกับการกระทำ” ของรัฐบาลที่ผ่านมาว่าเหตุใดจึงล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
‘จตุพร’ กางโรดแมป: ระยะแรกเน้นตรวจติดตาม-เกาะติดจุดเกิดเหตุ
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงถึงแนวทางการจัดการปัญหาดังกล่าว โดยยอมรับตามข้อเท็จจริงว่าการกำจัดฝุ่นให้หมดไป 100% นั้นเป็นเรื่องที่ยาก แต่ยืนยันว่าสามารถลดต้นเหตุลงได้
“เราไม่สามารถแก้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เราสามารถลดสิ่งที่เป็นต้นเหตุปัญหา ที่เกิดจากการเผา การสันดาปของรถยนต์” นายจตุพร ระบุ
สำหรับแนวทางใน “เฟสแรก” นายจตุพรชูโมเดลการใช้เทคโนโลยีเข้ามากำกับดูแล
-
ระบบตรวจติดตาม (Monitoring System): ต้องมีระบบที่แม่นยำและเรียลไทม์
-
Fast Response: หากจุดไหนมีปัญหาหรือพบจุดความร้อน (Hotspot) เจ้าหน้าที่ต้องเข้าดำเนินการระงับเหตุทันที
-
การจัดการต้นทาง: มุ่งเน้นไปที่การลดการเผาในที่โล่งและการควบคุมมลพิษจากการจราจร
สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง ปากท้อง ‘คนพิทักษ์ป่า’
นอกจากประเด็นทางเทคนิค นายจตุพรยังได้สะท้อนถึงปัญหาในระดับปฏิบัติการ โดยเฉพาะกลุ่ม “เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเฝ้าระวังไฟป่า แต่กลับได้รับผลตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับภาระงานและความเสี่ยง
“เราเห็นถึงปัญหาของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ที่ค่าตอบแทนน้อย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ต้องได้รับการดูแล เพื่อให้การแก้ไขปัญหาฝุ่นควันมีประสิทธิภาพมากขึ้น”


