แกะรอย ‘DNA บัตรเลือกตั้ง’

  ชมรม STRONG โชว์หลักฐานสแกน 4 ใบ พบพิรุธหรือความโปร่งใส?

    กลายเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาในแวดวงการตรวจสอบการเลือกตั้ง เมื่อพิกัดการตรวจสอบพุ่งเป้าไปที่ “แถบเส้นสีดำ” หรือ บาร์โค้ด (Barcode) บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งถูกระบุว่าเป็นเสมือน “ลายนิ้วมือ” ของบัตรแต่ละใบที่สามารถยืนยันความโปร่งใสได้ในระดับโมเลกุล

      ล่าสุด ชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย ได้เผยแพร่ข้อมูลการวิเคราะห์เชิงลึก (อ้างอิงข้อมูลจาก PPTV HD 36 และคุณ Prarttana Phromphithak) โดยการทดสอบสแกนบาร์โค้ดจากบัตรเลือกตั้งจริงจำนวน 4 ใบ ที่มีการลงคะแนนให้พรรคการเมืองต่างกัน ผลปรากฏข้อเท็จจริงที่น่าสนใจยิ่งต่อการวางระบบป้องกันการทุจริตของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


เปิดรหัสลับ 4 ใบ เมื่อ ‘ต่างพรรค’ แต่ ‘เล่มเดียวกัน’

จากการสแกนผ่านระบบบาร์โค้ด ทีมทดสอบพบชุดตัวเลขที่ซ่อนอยู่

ลำดับบัตร

พรรคที่เลือก

รหัสบาร์โค้ดที่ปรากฏ

ข้อสังเกตเชิงลึก

ใบที่ 1

พรรคประชาชน (ปชน.)

A37805055

ใบที่ 2

พรรคภูมิใจไทย (ภท.)

A37804930

ใบที่ 3

พรรคเพื่อไทย (พท.)

A37805049

รันเบอร์ต่อเนื่อง (เล่มเดียวกัน)

ใบที่ 4

พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.)

A37805050

รันเบอร์ต่อเนื่อง (เล่มเดียวกัน)

      ข้อสังเกตสำคัญ  พบว่าบัตรใบที่ 3 และ 4 แม้ประชาชนจะลงคะแนนให้ต่างพรรคกันอย่างชัดเจน แต่รหัสบาร์โค้ดกลับเรียงลำดับต่อเนื่องกัน (49 และ 50) ยืนยันได้ว่าบัตรทั้งสองใบถูกฉีกออกมาจาก “เล่มบัตรเลือกตั้งเล่มเดียวกัน” ในหน่วยเลือกตั้งนั้นๆ


Traceability: “เครื่องมือ” สยบบัตรผี-บัตรยัดไส้

     ระบบบาร์โค้ดนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อความสะดวกในการนับคะแนน แต่คือหัวใจของระบบ Traceability (การตรวจสอบย้อนกลับ) ที่ชมรม STRONG และเครือข่ายภาคประชาชนมองว่าเป็นเกราะคุ้มกันความโปร่งใสใน 3 มิติ

  1. พิสูจน์ต้นขั้ว รหัสบนบัตรต้องตรงกับ “ต้นขั้ว” ที่เจ้าหน้าที่เก็บไว้ หากมีบัตรเกินมาโดยไม่มีรหัสที่รันตามบัญชีการแจกบัตร จะถือเป็น “บัตรปลอม” ทันที

  2. ระบุพิกัดหน่วย รหัสเหล่านี้สามารถระบุได้ว่าบัตรเล่มดังกล่าวถูกส่งไปยังจังหวัดใด เขตใด และหน่วยเลือกตั้งใด ป้องกันการโยกย้ายบัตรข้ามเขต

  3. ความโปร่งใสรายบุคคล ยืนยันได้ว่าบัตรที่อยู่ในหีบ เป็นบัตรที่ถูกจ่ายออกไปตามบัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิในหน่วยนั้นจริง ๆ

การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า

      “เทคโนโลยี” กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการปิดช่องโหว่ของการเลือกตั้งในอดีต รหัสลับบนบัตรเลือกตั้งจึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็น “หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล” ที่จะทำให้การ “ทุจริตเลือกตั้ง” ทำได้ยากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว