“ฟุรเศาะฮ์ รอมฎอน” รหัสลับหลังกำแพงปัตตานี

เมื่อ “อาจารย์บับลี” ปลุกพลังศรัทธาสายร็อก ดัดหลังสถิติกระทำผิดซ้ำ—เปลี่ยนภาระให้เป็นโอกาส!
ในดินแดนที่ความเปราะบางทางความมั่นคงมักถูกขีดเส้นทับด้วยความเชื่อทางศาสนา “เรือนจำกลางปัตตานี” กำลังกลายเป็นห้องทดลองทางสังคมครั้งสำคัญ ผ่านโครงการ “ฟุรเศาะฮ์ รอมฎอน” (โอกาสแห่งการกลับใจ) ซึ่งถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่ายว่า นี่คือเพียงกิจกรรมตามประเพณี หรือคือ “ยุทธศาสตร์ถอดสลัก” ความรุนแรงที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงสูง?
โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการจัดศาสนกิจทั่วไป แต่มีการวางโครงสร้างแบบ “Soft Power ทางจิตวิญญาณ” เพื่อแก้โจทย์ใหญ่ของกรมราชทัณฑ์นั่นคือ “การกระทำผิดซ้ำ” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

เอกสารโครงการระบุชัดถึงการวางหมากเพื่อกะเทาะเปลือกทางความคิดของผู้ต้องขัง โดยแบ่งออกเป็น 3 แกนหลักที่น่าสนใจ กระบวนการ ‘เตาบัต’ ไม่ใช่แค่การยอมรับผิดตามกฎหมาย แต่คือการสร้างจิตสำนึกรับผิดชอบต่อ “พระผู้เป็นเจ้า” ซึ่งในทางจิตวิทยาศาสนา ถือเป็นพันธนาการทางจริยธรรมที่เหนียวแน่นกว่ากรงขังเหล็ก
วินัยสะกดกลั้น 30 วัน ใช้กลไกการถือศีลอดเป็น “เครื่องมือฝึกสติ” ในสภาวะกดดันสูง เพื่อทดสอบทักษะการควบคุมอารมณ์ ก่อนกลับคืนสู่สังคมที่มีความซับซ้อน และ การสร้างเข็มทิศ การปรับจูนทัศนคติจาก “ผู้เป็นภาระ” ให้กลายเป็น “ทรัพยากร” ของชุมชน
จุดที่น่าจับตาที่สุดคือการดึงตัว “อาจารย์บับลี อับดุรเราะห์มาน” นักวิชาการศาสนาผู้มีสไตล์การสอนที่เข้าถึงใจคนรุ่นใหม่และกลุ่มคน “Hardcore” มาเป็นวิทยากรหลัก

แหล่งข่าวระดับสูงในเรือนจำระบุว่า การเลือกอาจารย์บับลีเป็นการเลือกเชิง “ยุทธวิธี” เนื่องจากบุคลิกที่สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา เข้าใจรากเหง้าปัญหาของคนในพื้นที่ ทำให้กระบวนการบรรยายธรรมวันละ 3 ชั่วโมงตลอดทั้งเดือน ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ แต่กลายเป็นการ “เขย่าความคิด” ครั้งใหญ่ของผู้ต้องขัง
“เราไม่ได้ต้องการแค่ให้เขาละหมาดเป็น แต่เราต้องการให้เขาเข้าใจว่า ชีวิตที่เหลืออยู่มีค่ามากกว่าการกลับมาติดคุกรอบที่สอง” แหล่งข่าวจากส่วนควบคุมผู้ต้องขัง ระบุ
เบื้องหลังการผลักดันโครงการนี้ ปรากฏชื่อของ นายศรชัย ตลาสุข ผูัญชาการเรือนจำกลางยะลา รักษาการแทนผู้บัญชาการเรือนจำกลางปัตตานี ในฐานะผู้อนุมัติ “เดิมพัน” ครั้งนี้ โดยมีทีมงานระดับปฏิบัติการอย่าง นายเชษฐ หลงจิ ผู้อำนวยการส่วนควบคุมผู้ต้องขัง เป็นผู้กุมบังเหียนในการจัดสมดุลระหว่าง “ความมั่นคง” และ “มนุษยธรรม”
โครงการนี้ยังถูกมองว่า สอดรับกับนโยบาย “เปลี่ยนภาระให้เป็นโอกาส” ของอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และที่สำคัญที่สุดคือการตอบโจทย์ “นโยบายการสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม” ในพื้นที่ดับไฟใต้ ซึ่งมักจะถูกโจมตีเรื่องการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังมุสลิม

คำถามที่ยังคงค้างคาใจสังคมคือ เมื่อเสียงอาซานวันสุดท้ายของเดือนรอมฎอนสิ้นสุดลง และประตูเรือนจำเปิดออก “คนหลังกำแพง” เหล่านี้จะก้าวสู่สังคมในฐานะอะไร?
หากพิจารณาตามยุทธศาสตร์ “ฟุรเศาะฮ์ รอมฎอน” คือความพยายามของภาครัฐที่จะใช้ “วัฒนธรรมนำการจองจำ” เพื่อพิสูจน์ว่า ศาสนาคือวัคซีนที่ดีที่สุดในการป้องกันอาชญากรรม
แต่บทพิสูจน์ที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันที่จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการในวันนี้ แต่วัดกันที่สถิติการ “กลับเข้าคุก” ในอีก 1-3 ปีข้างหน้า ว่าศรัทธาที่อาจารย์บับลีปลุกปั้นขึ้นมานั้น จะแข็งแรงพอที่จะสู้กับ “แรงเสียดทาน” ของสังคมภายนอกได้จริงหรือไม่!
Post Views: 9