“กำแพงหมื่นล้าน” เตรียมปิดตาย พรมแดนธรรมชาติ


มาเลเซียขีดเส้นตาย ‘โก-ลก’ สิ้น ตำนานเรือข้ามฟากศตวรรษ 

     โครงการเมกะโปรเจกต์ความมั่นคงรัฐบาลกัวลาลัมเปอร์ ทุ่มงบหมื่นล้านผุดกำแพงยักษ์-คันกั้นน้ำตลอดแนวแม่น้ำโก-ลก ปักป้ายเตือนโทษหนักปรับ 8 หมื่น-คุก 5 ปี สั่งตายท่าเรือธรรมชาติ ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงไทยขานรับเชื่อลดเหตุรุนแรง แต่ชาวบ้านโอดสั่นคลอนเส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจรากหญ้า ทางรอดดับไฟใต้ หรือชนวนเหตุความเหลื่อมล้ำใหม่?” 


จาก “เส้นเลือดใหญ่” สู่ “กำแพงคอนกรีต”

     ภาพเรือข้ามฟากลำน้อยที่แล่นว่อนรับส่งผู้คนและสินค้าเกษตรระหว่าง อ.ตากใบ อ.สุไหงโก-ลก และ อ.แว้ง จ.นราธิวาส ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของความผูกพันทางเครือญาติและการค้าชายแดนที่แนบแน่นมานานนับศตวรรษ กำลังกลายเป็นเพียง “ภาพจำในอดีต”

      จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ พบความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก ฝั่งรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ตลอดแนวลำน้ำมีการวางแนวลวดหนามหีบเพลงอย่างแน่นหนา พร้อมติดตั้งเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยระดับสูง ทั้งกล้อง CCTV เซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว และการบินลาดตระเวนด้วยโดรนที่ถี่ขึ้นอย่างผิดหูผิดตา

    สิ่งที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนในพื้นที่มากที่สุด คือการปรากฏขึ้นของ “ป้ายเตือนสีแดง” ขนาดใหญ่ 3 ภาษา (มาเลย์-อังกฤษ-ไทย) ที่ระบุบทลงโทษเฉียบขาดตามกฎหมายคนเข้าเมืองของมาเลเซีย โดยระบุว่า

“บุคคลใดก็ตามที่เข้า-ออกผ่านช่องทางที่ไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 10,000 ริงกิต (ประมาณ 7-8 หมื่นบาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ”

   “ตอนนี้ใครข้ามผ่านช่องทางธรรมชาติถูกจับดำเนินคดีทันที เจ้าหน้าที่เขากำชับมาว่าเอาจริงไม่มีผ่อนปรน” ชาวบ้านรายหนึ่งในพื้นที่    สะท้อนความกังวลกับทีมข่าว

  “บรรยากาศริมน้ำที่เคยคึกคักดูเงียบเหงาลงมาก อนาคตถ้ากำแพงเสร็จ คงทำมาหากินกันไม่ได้เลย”

     เบื้องหลังความเข้มงวดนี้ คือโครงการความมั่นคงระดับเมกะโปรเจกต์ที่รัฐบาลมาเลเซียอนุมัติงบประมาณอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยวางเงินลงทุนสูงถึง 1,500 ล้านริงกิต (ประมาณ 11,700 ล้านบาท) เพื่อสร้างกำแพงความมั่นคงและคันกั้นน้ำ ซึ่งถูกบันทึกว่าเป็นหนึ่งในการลงทุนด้านชายแดนที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมาเลเซีย

   โครงการระยะแรก ระยะทาง 45 กิโลเมตร ตั้งแต่เขตตุมปัต ยาวไปจนถึง “ตันเมาะเราะห์” ขนานไปกับแม่น้ำโก-ลก (ครอบคลุมพื้นที่ตรงข้าม อ.ตากใบ, อ.สุไหงโก-ลก และ อ.แว้ง)

    แผนในอนาคต ขยายโครงการไปยังรัฐปะลิส เกดะห์ และเประ รวมระยะทางกว่า 110 กิโลเมตร

     ปัจจุบันอยู่ระหว่างการประกวดราคาและจัดทำสัญญา คาดว่าจะเริ่ม “ลงเสาเข็ม” ก่อสร้างเต็มรูปแบบภายในปี 2569

      ผลกระทบจากโครงการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การสัญจร แต่กำลังสั่นคลอนโครงสร้างเศรษฐกิจระดับฐานราก

     นักธุรกิจส่งออกรายย่อยให้ข้อมูลว่า การปิดช่องทางธรรมชาติจะส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าวสาร แพะ วัว และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ หากต้องเปลี่ยนไปใช้ด่านพรมแดนปกติ จะมีภาระค่าขนส่งและระยะทางที่เพิ่มขึ้นมหาศาล

“ทุกบ้านตั้งแต่ตากใบถึงแว้งทำธุรกิจส่งของเข้าออกหมด ทุกคนอยู่ได้รุ่นต่อรุ่นเพราะอาชีพนี้ แต่วันนี้เมื่อมาเลเซียเลือกปิดตายทางน้ำ มองไม่ออกเลยว่าคนในพื้นที่ที่ผูกพันกันมาจะไปต่อกันอย่างไร” แหล่งข่าวในพื้นที่ระบุ

    ในมุมของหน่วยงานความมั่นคงไทยอย่าง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน. ภาค 4 สน.) กลับมองว่าโครงการนี้จะเป็นผลดีในระยะยาว โดยเฉพาะการลดภาระในการเฝ้าระวังกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่มักใช้แม่น้ำโก-ลกเป็นเส้นทางหลบหนีและกบดาน รวมถึงการสกัดกั้นการลักลอบขนสิ่งของผิดกฎหมายข้ามแดน

    นายทหารระดับสูงจาก กอ.รมน. ภาค 4 สน. เปิดเผยกับทีมข่าวว่า “ในส่วนของฝั่งไทย เราเคยเสนอโครงการสร้างรั้วความมั่นคงไปแล้ว แต่ที่ผ่านมาถูกคณะกรรมาธิการในสภาฯ โดยเฉพาะ ส.ส. ในพื้นที่คัดค้าน เพราะเกรงว่าจะกระทบวิถีชีวิตและสายสัมพันธ์เครือญาติ ทำให้งบประมาณส่วนนั้นถูกตัดไป”

      อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอโครงการในรอบใหม่เพื่อให้สอดรับกับมาตรการเข้มงวดของมาเลเซีย โดยต้องรอความชัดเจนเชิงนโยบายจากรัฐบาลอีกครั้ง


     เมื่อกำแพงคอนกรีตยักษ์สร้างเสร็จสมบูรณ์ คำถามสำคัญที่ทอดไมล์ไปตามลำน้ำโก-ลก คือ “กำแพง” นี้จะทำหน้าที่เพียงกั้นสิ่งผิดกฎหมายตามที่รัฐวาดหวัง หรือจะกลายเป็น “สิ่งแปลกปลอม” ที่เข้ามาตัดขาดสายสัมพันธ์และลมหายใจทางเศรษฐกิจของคนสองฝั่งน้ำที่ผูกพันกันมานับร้อยปีให้สิ้นสลายลงไปพร้อมกับอิฐก้อนแรกที่วางลง

  คำถามที่ฝ่ายนโยบายของไทยต้องเร่งหาคำตอบไม่ใช่แค่ “จะสร้างรั้วตามเขาไหม?”

   แต่คือ “จะเยียวยาเส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจชายแดนที่กำลังจะตีบตันนี้อย่างไร?”

    เพราะหากกำแพงคอนกรีตสร้างเสร็จ แต่ “ความยากจน” และ “ความเหลื่อมล้ำ” ยังถูกกักขังอยู่ภายใน… กำแพง ที่ว่าแข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ ก็อาจไม่อาจกั้นขวางปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ปลายด้ามขวานได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างที่ตั้งเป้าไว้