พรรคประชาชาติจี้ ‘นายกฯ’ ล้างวัฒนธรรมลอยนวล-สยบพฤติกรรมรัฐซ้อนรัฐ

ความคืบหน้ากรณีคนร้ายลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ โดยใช้รถยนต์ราชการสังกัด กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ล่าสุดพรรคประชาชาติเปิดข้อมูลชุดใหม่ ระบุชัดมีการใช้รถหลวงก่อเหตุถึง 4 ครั้ง พร้อมจี้ถามจริยธรรม ผอ.รมน.ภาค 4 หลังหลุดคำพูด “ถ้าผมทำ ไม่ปล่อยให้รอด”
พรรคประชาชาติ เปิดเผยข้อมูล ในเพจพรรค ถึงความคืบหน้าทางคดี โดยระบุว่าพรรคกำลังติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากพบหลักฐานยืนยันว่า รถยนต์ที่ใช้ในการก่อเหตุ หมายเลขทะเบียน ญจ 6847 กรุงเทพมหานคร มีชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์และผู้ครอบครองคือ สำนักนายกรัฐมนตรี (กอ.รมน.)
ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ คำรับสารภาพของผู้ต้องหาบางรายระบุว่า ได้มีการนำรถยนต์คันดังกล่าวออกไปใช้งานเพื่อ “ก่อเหตุ” มาแล้วหลายครั้ง (ครั้งที่ 1-4) โดยมีเป้าหมายสังหารคือ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.พรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่ทำงานตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง
พรรคประชาชาติมองว่า นี่ไม่ใช่เพียงคดีอาญาทั่วไป แต่คือการคุกคาม “สถาบันนิติบัญญัติ” และทำลายกระบวนการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้กลไกความมั่นคงเป็นเครื่องมือ
อีกหนึ่งประเด็นที่กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง คือท่าทีของผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4) ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 13 เมษายน ที่ผ่านมา
เมื่อถูกสื่อมวลชนซักถามถึงกรณีทหารในสังกัดปล่อยให้มีการใช้รถราชการไปก่อเหตุ ทาง ผอ.รมน.ภาค 4 ได้ปฏิเสธผ่านไมโครโฟนว่า “ไม่มีแน่นอน เราไม่ไปดำเนินการแบบนั้น” แต่กลับมีรายงานว่าหลังปิดไมค์ได้กล่าวถ้อยคำในลักษณะว่า “ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ”
พรรคประชาชาติชี้ว่า คำพูดดังกล่าวสะท้อนทัศนคติที่ย้อนแย้งกับนโยบาย “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ของนายกรัฐมนตรีอย่างสิ้นเชิง และเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ “รัฐซ้อนรัฐ” ในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งใช้กฎหมายพิเศษ (กฎอัยการศึก และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) จนทหารมีอำนาจล้นเกินและเบ็ดเสร็จ จนกลายเป็น “เกราะกำบัง” ให้กลุ่มอิทธิพลกระทำผิดโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย
มีรายงานว่า ในวันที่ 17 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทางลงพื้นที่จุดเกิดเหตุและเยี่ยมเยียนบ้านของ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ในฐานะผู้เสียหาย
“พรรคได้มอบหมายให้ สส.กมลศักดิ์ เตรียมข้อมูลสำคัญทางคดีเพื่อมอบให้นายกรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อให้ท่านใช้ดุลพินิจกำชับผู้ปฏิบัติงานให้ดำเนินการตามข้อเท็จจริงและหลักฐาน ไม่ให้เกิดวัฒนธรรม ‘ปล่อยคนผิดลอยนวล‘ ซึ่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและการแก้ปัญหาไฟใต้ในภาพรวม”
คดีนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐบาลว่าจะสามารถควบคุม “กลไกความมั่นคง” ให้อยู่ภายใต้หลักนิติรัฐได้หรือไม่ หรือจะปล่อยให้โครงสร้าง กอ.รมน. กลายเป็นแดนสนธยาที่กฎหมายปกติเอื้อมไม่ถึงต่อไป
Post Views: 2