“สื่อมวลชนชายแดนใต้” สะท้อนเสียงประชาชน

   

รับเรื่องร้องทุกข์กว่า 2,860 เคส ครอบคลุม วิกฤตปากท้อง-ความมั่นคง

           ท่ามกลางบริบทความท้าทายและสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ บทบาทขององค์กรสื่อมวลชนและภาคประชาสังคมได้ยกระดับจากการเป็นเพียงผู้รายงานข่าวสาร สู่การเป็น “ที่พึ่งและกระบอกเสียง” สำคัญในการบรรเทาทุกข์ให้แก่ประชาชน โดยล่าสุด ข้อมูลสถิติในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 บ่งชี้ว่ามีประชาชนเข้าร้องเรียนผ่านกลไกเครือข่ายสื่อมวลชนสูงถึงเกือบ 3,000 กรณี สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ้อนทับความไม่สงบ ทั้งวิกฤตปากท้อง ความเปราะบางของชุมชน และความรุนแรงของปัญหายาเสพติด

จากวิกฤตเศรษฐกิจฐานราก สู่ความมั่นคง

     นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 จนถึงปัจจุบัน สำนักข่าว JSD-South – สมาคมสื่อมวลชนเพื่อพัฒนาชายแดนภาคใต้ ร่วมกับ ศูนย์พัฒนาอาชีพ กลุ่มร่วมด้วยช่วยกันชายแดนใต้ และ กลุ่มจุดเสี่ยงเพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางถนน ได้รับเรื่องร้องเรียนและขอความช่วยเหลือจากประชาชนในพื้นที่รวมทั้งสิ้น 2,860 กรณี

      เรื่องร้องเรียนที่หลั่งไหลเข้ามาได้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของชุมชนในหลากหลายมิติ ซึ่งสามารถจำแนกประเด็นหลัก มิติการดำรงชีพและปากท้อง การร้องขอข้าวสารอาหารแห้ง,ยารักษาโรค การสนับสนุนทุนการศึกษา รวมถึงเครื่องแบบและรองเท้านักเรียนสำหรับเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลน

      มิติคุณภาพชีวิตและกลุ่มเปราะบาง ปัญหาการไร้ที่อยู่อาศัยและสภาพบ้านเรือนที่ไม่ปลอดภัยของผู้ยากไร้ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กกำพร้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์และวิกฤตครอบครัวในพื้นที่ ซึ่งต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนเพื่อความมั่นคงในชีวิต

      มิติสาธารณสุขและสวัสดิการ ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาส, การขาดแคลนทุนทรัพย์ในการซื้อยารักษาโรค และค่าเดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล

      มิติสังคมและครอบครัว วิกฤตครอบครัวที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของยาเสพติดในชุมชน ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่บ่อนทำลายฐานรากของสังคม

      มิติความมั่นคงและกระบวนการยุติธรรม การร้องเรียนประเด็นความมั่นคงในพื้นที่ และการร้องขอความเป็นธรรมจากกรณีพิพาทหรือข้อขัดแย้งต่างๆ

       “ข้อมูลเรื่องร้องเรียนชี้ให้เห็นว่า ปัญหาในชายแดนใต้ไม่ได้มีเพียงมิติของความไม่สงบ แต่ปัญหาที่เป็นวิกฤตแทรกซ้อนและกดทับชาวบ้านอยู่คือ ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากและยาเสพติด”

 

กระบวนการจัดการ: คัดกรอง – บรรเทาทุกข์ – ส่งต่อรัฐ

      เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน ทางสมาคมฯ และเครือข่ายมีกระบวนการทำงานที่รัดกุม โดยเริ่มจากการจัดประชุมทีมงานเพื่อวางแผนและลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด จากจำนวนเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 2,860 กรณี ได้มีการบริหารจัดการและแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วนหลัก

      ปัญหาที่สมาคมฯและภาคีเครือค่ายได้ดำเนินการและบรรเทาทุกข์เบื้องต้นแล้ว จำนวน 963 กรณี ภาคประชาสังคมและเครือข่ายสื่อฯ ได้ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ด้วยตนเองจนสำเร็จลุล่วง ซึ่งการทำงานในส่วนนี้ก้าวข้ามไปไกลกว่าการมอบสิ่งของยังชีพ โดยมุ่งเน้นไปที่ “การสร้างอาชีพ” เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนการระดมสรรพกำลังและเงินบริจาคเพื่อ “สร้างบ้านพักอาศัย” มอบให้กับผู้ยากไร้และเด็กกำพร้าในพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม

     นอกจากนี้ได้มีการส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 1,897 กรณี ประเด็นที่เกินขอบเขตการช่วยเหลือของภาคประชาสังคม หรือต้องอาศัยอำนาจตามกฎหมายและกลไกของรัฐรวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะถูกประสานและส่งต่อไปยังหน่วยงานรับผิดชอบในพื้นที่เพื่อให้เกิดการแก้ไขอย่างตรงจุด

โมเดลแก้ปัญหา ประชารัฐ-สื่อมวลชนทลายไซโลการทำงาน

        ความสำเร็จในการบริหารจัดการเคสร้องเรียนเกือบสามพันเคส ตลอดจนการสานต่อโครงการใหญ่ๆ อย่างการสร้างบ้านและสร้างอาชีพ เกิดจากการขับเคลื่อนแบบบูรณาการที่ได้รับแรงสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ทั้งภายในแวดวงสื่อมวลชนเอง นำโดย นายปกรณ์ พึ่งเนตร บรรณาธิการบริหารเนชั่นทีวี/เนชั่นออนไลน์ และบรรณาธิการศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศรา รวมถึง สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) จังหวัดยะลา

         นอกจากนี้ การดำเนินงานยังได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากหน่วยงานภาครัฐระดับสูง โดยมี นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ลงมาร่วมรับไม้ต่อจากสื่อมวลชน ตลอดจนเครือข่ายผู้สนับสนุนและน้ำใจจากคนไทยทั่วประเทศ

       ทิศทางดังกล่าวถือเป็นการ “ทลายไซโล”  ในการทำงานของระบบราชการ กลายเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่าง สื่อมวลชน ผู้สะท้อนปัญหาและ ภาคประชาสังคม ผู้ลงพื้นที่ ร่วมกับ ภาครัฐ ผู้มีอำนาจและงบประมาณ

 สื่อมวลชนในฐานะ “พื้นที่ปลอดภัย” ของชาวบ้าน

       การที่ประชาชนตัดสินใจนำปัญหาความเดือดร้อน ตั้งแต่เรื่องระดับฐานรากอย่างปากท้อง การไม่มีบ้านอยู่อาศัย ไปจนถึงเรื่องละเอียดอ่อนอย่างความมั่นคงและยาเสพติด มาร้องเรียนต่อสมาคมสื่อมวลชนฯ สะท้อนให้เห็นถึงนัยสำคัญทางสังคมและการเมืองในพื้นที่ว่า ประชาชนมีความไว้วางใจในกลไกของสื่อและภาคประชาสังคมในระดับที่สูงมาก

       กลไกนี้ได้ทำหน้าที่เป็น “ข้อต่อที่ไว้ใจได้” และ “พื้นที่ปลอดภัย” ที่ชาวบ้านกล้าเปิดใจเล่าปัญหาโดยไม่ต้องกังวลถึงกำแพงหรือความล่าช้าของระบบราชการ

       ภารกิจของเครือข่ายสื่อมวลชนชายแดนใต้ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการบรรเทาทุกข์รายวัน แต่ยังเป็นการสร้างโมเดล “การสื่อสารเพื่อการพัฒนา” ที่แข็งแกร่ง ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า การจะพัฒนาชายแดนใต้ไปสู่สันติสุขอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการรับฟัง “เสียงเล็กๆ” ของประชาชน และอาศัยการร่วมมืออย่างจริงใจจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง