‘ดูดข้อมูลมือถือ 2 ล้านเบอร์ชายแดนใต้’
อ้าง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ – ค่ายมือถือยอมรับส่งข้อมูลให้รัฐทุกวัน
กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับมาตรการด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังมีการเปิดเผยข้อมูลในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ถึงกรณีที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (บช.ภ.9) มีการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ขอความร่วมมือไปยังบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อดึงข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์ของประชาชนในพื้นที่ทุกวัน ซึ่งครอบคลุมหมายเลขโทรศัพท์รวมกว่า 2 ล้านเบอร์

สำนักข่าวสรุปประเด็นสำคัญและข้อถกเถียงทางกฎหมายจากรายการ “ทำให้เป็นข่าว” ทางเนชั่นทีวี ซึ่งได้เจาะลึกถึงเบื้องหลังและผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนในพื้นที่ ดังนี้
1. ชนวนเหตุจากคดีความมั่นคง สู่การเปิดแผล “บิ๊กดาต้าความมั่นคง”
ที่มาของเรื่องนี้สืบเนื่องมาจากคดีความมั่นคงคดีหนึ่งในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส (คดีลอบยิง/พยายามฆ่า นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ) ซึ่งในช่วงแรกที่มีการทำสำนวนคดี ฝ่ายผู้เสียหายไม่พบข้อมูลหรือหลักฐานการใช้โทรศัพท์มือถือที่เชื่อมโยงในสำนวน จนกระทั่งมีการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอสืบพยานล่วงหน้า และขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกพยานเอกสารซึ่งเป็นข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์มือถือจากค่ายต่าง ๆ มาเก็บรักษาไว้ที่ศาลเพื่อใช้ประกอบการต่อสู้คดี การขุดคุ้ยในชั้นศาลและชั้นกมธ.นี้เอง ที่ทำให้ความลับเรื่องระบบการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ของฝ่ายความมั่นคงถูกเปิดเผยออกมา,
2. ดูดข้อมูล 2 ล้านเบอร์ส่งรายวัน-ค่ายมือถือยอมรับ “ส่งให้จริง”
ในชั้นการชี้แจงของกรรมาธิการฯ ตัวแทนจากบริษัทผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่ทั้ง 3 ค่าย ได้ยอมรับต่อหน้ากรรมาธิการว่า “มีการจัดส่งข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์ของประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้แก่ฝ่ายความมั่นคงจริง”
รูปแบบการขอข้อมูลเป็นการส่งข้อมูลดิบในลักษณะ “รายวัน” ทุก ๆ สิ้นวัน โดยข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมถึง
-
ประวัติการโทรเข้า-โทรออก (Call Detail Records)
-
พฤติกรรมการใช้งานและประวัติการรับส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ
-
ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งหรือพิกัดการใช้งานโทรศัพท์
โดยทางค่ายมือถือระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวทำไปตามหนังสือขอความร่วมมืออย่างเป็นทางการจากหน่วยงานความมั่นคง (บช.ภ.9) ซึ่งอ้างอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ,,
3. ปมช่องโหว่กฎหมาย: ลามเข้าพื้นที่ที่ “ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ” ไปแล้ว
ประเด็นที่สร้างความกังวลและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก คือขอบเขตการใช้อำนาจของรัฐ เนื่องจากปัจจุบันในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี นราธิวาส) และ 4 อำเภอของสงขลา มีการปรับลดพื้นที่การประกาศใช้กฎหมายพิเศษมาอย่างต่อเนื่อง
จากทั้งหมด 33 อำเภอ มีการ ยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไปแล้วถึง 15 อำเภอ และเหลือพื้นที่ควบคุมเข้มงวดเพียง 18 อำเภอเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือ ข้อมูลที่ถูกดึงไปนั้นครอบคลุมยอดผู้ใช้งานกว่า 2 ล้านหมายเลข ซึ่งเป็นการเหมาเข่งรวมประชากรทั้งภูมิภาค จึงเกิดคำถามตามมาว่า รัฐใช้อำนาจตามกฎหมายใดในการเข้าไปดึงข้อมูลของประชาชนที่อาศัยอยู่ใน 15 อำเภอที่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไปแล้ว? เนื่องจากในพื้นที่เหล่านั้นไม่มีฐานอำนาจรองรับให้กระทำได้
4. ข้อห่วงกังวลด้านสิทธิมนุษยชนและการละเมิดกฎหมาย PDPA
การเหมาเข่งจัดเก็บข้อมูลพฤติกรรมการสื่อสารของประชาชนจำนวนมหาศาล โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้ต้องสงสัยหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีความมั่นคง ถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรง และขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) หรือไม่ แม้ฝ่ายความมั่นคงจะอ้างข้อยกเว้นเรื่องความมั่นคงของรัฐ แต่การดึงข้อมูลแบบหว่านแหรายวันโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาและไม่มีการคัดกรองเฉพาะตัวบุคคล ถือเป็นมาตรการที่เกินกว่าเหตุ
ขณะที่ท่าทีของหน่วยงานตำรวจ (บช.ภ.9) ในชั้นกรรมาธิการ ยังไม่ได้มีการปฏิเสธหรือยอมรับอย่างเต็มปากในรายละเอียดบางส่วน แต่การยืนยันจากภาคเอกชนเจ้าของเครือข่ายกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ปฏิเสธได้ยาก
ประเด็นนี้กำลังถูกจับตามองว่าจะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการใช้อำนาจรัฐเหนือข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนหรือไม่ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการฯ และกลุ่มนักกฎหมายในพื้นที่ชายแดนใต้เตรียมที่จะเดินหน้าตรวจสอบความโปร่งใส รวมถึงเรียกร้องให้รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงชี้แจงเกณฑ์มาตรฐานในการจัดเก็บและทำลายข้อมูลเหล่านี้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิของสตรี เด็ก และประชาชนบริสุทธิ์ในพื้นที่ที่ต้องตกอยู่ภายใต้การสอดส่องดูแลตลอด 24 ชั่วโมง
Post Views: 2