ชำแหละงบฯ บุคลากรท่วม 1.4 ล้านล้าน

‘ทวี สอดส่อง’ จี้รื้อระบบราชการรวมศูนย์-หวั่นทุนใหญ่ฮุบงบผูกพัน

       ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ ได้กล่าวแสดงความคิดเห็นและตั้งข้อสังเกตอย่างมีนัยสำคัญต่อตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ถึงโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยเฉพาะงบบุคลากรภาครัฐและงบผูกพันข้ามปีที่กำลังสร้างภาระทางการคลังอย่างมหาศาล รวมถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระบบราชการ

     พ.ต.อ.ทวี เปิดเผยตัวเลขงบประมาณด้านบุคลากรภาครัฐว่า ปัจจุบันประเทศไทยต้องแบกรับภาระงบบุคลากรสูงถึง 1,435,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มโหฬารมาก โดยแบ่งเป็นกลุ่มข้าราชการที่ยังไม่เกษียณอายุประมาณ 3 ล้านคน และกลุ่มข้าราชการที่เกษียณอายุแล้วอีกกว่า 2.4 ล้านคน ซึ่งภาระงบประมาณส่วนนี้ส่วนหนึ่งถูกนำไปแฝงไว้ในส่วนของ “งบกลาง”

      นอกจากนี้ การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลในครั้งนี้ ยังมีการตั้งงบผูกพันข้ามปีรายการใหม่เข้ามาอีกราว 300,000 ล้านบาท เมื่อนำไปรวมกับงบผูกพันข้ามปีรายการเดิมที่จะต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 จะทำให้ยอดรวมงบผูกพันสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท ส่งผลให้เม็ดเงินที่จะนำไปใช้เพื่อการพัฒนาหรือส่งเสริมประชาชนจริง ๆ เหลืออยู่เพียงนิดเดียวเท่านั้น

“หากเรายังปล่อยให้ภาระงบประมาณเป็นเช่นนี้ต่อไป ภาษีอากรของประชาชนเกือบทั้งหมดจะตกไปอยู่กับเจ้าหน้าที่รัฐสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องพิจารณาทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

     ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ ยังได้วิพากษ์วิจารณ์แนวคิด “งบประมาณบูรณาการ” ที่ดำเนินมานานกว่า 10 ปี โดยระบุว่าเป็นมหันตภัยที่สะท้อนวิธีคิดแบบ “รัฐรวมศูนย์” ที่มองว่าประชาชนไม่มีความหมายและคนอื่นไม่ฉลาดพอ โดยยกตัวอย่างงบบูรณาการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ และงบบูรณาการแก้ไขหนี้สินครัวเรือน ที่พบว่ายิ่งจัดสรรงบประมาณลงไป ปัญหาความเหลื่อมล้ำและหนี้สินกลับยิ่งเพิ่มสูงขึ้น เพราะรัฐไม่ได้ใช้ประชาชนหรือชุมชนเป็นศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง

    พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อไปว่า ภาพรวมงบประมาณของประเทศในปัจจุบันเปรียบเสมือนการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างระบบราชการ กลุ่มทุน และผู้มีอำนาจในลักษณะ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” เมื่อไปตรวจสอบไส้ในของงบผูกพันข้ามปี จะพบความผิดปกติว่ามีเพียงแค่ 3-4 บริษัทใหญ่เท่านั้นที่กวาดเค้กงบประมาณไปบริษัทละหลายแสนล้านบาท รวมกันกว่า 400,000 ล้านบาท คำถามคือประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรจากสิ่งนี้

ในตอนท้าย พ.ต.อ.ทวี ได้เสนอแนะต่อ ก.พ.ร. ว่า ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่พัฒนาระบบราชการ แต่อาจมีข้อจำกัดเนื่องจากต้องฟังคำสั่งจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) สภาผู้แทนราษฎรจึงควรต้องมีความกล้าหาญในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ โดยใช้ข้อมูลจาก ก.พ.ร. เป็นฐานในการพูดคุย

นอกจากนี้ ยังได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ทุจริตคอร์รัปชัน ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน ไปจนถึงระดับสูงสุดที่มีกระแสข่าวเรื่องการทุจริตเลือกตั้งและการ “ฮั้ว” สว. ซึ่งถือเป็นเรื่องเลวร้ายที่รับไม่ได้ หากไม่เร่งแก้ไขและปฏิรูปโครงสร้างเหล่านี้ ประเทศจะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้