ล้างไพ่โควตานมโรงเรียน ปิดยุค “กฤษฎา บุญราช” สู่กฎหมายโคนมฉบับใหม่

    นายกฤษฎา บุญราช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน หรือที่เราเรียกติดปากกันว่า “นมโรงเรียน” ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสาธารณะที่มีเจตนารมณ์เริ่มต้นที่ดีมาก แต่กลับกลายเป็นโครงการที่มี “แผล” และข่าวฉาวรายวันยาวนานนับทศวรรษ

“เพื่อความชัดเจน ผมขอแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 3 ประเด็นหลักตามที่คุณได้ตั้งข้อสังเกตไว้ 1. จุดเริ่มต้นและความเป็นมาของ “นมโรงเรียน” ซึ่งโครงการนี้เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2535 (สมัยรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน) โดยมีจุดกำเนิดจาก “วิกฤต” สองด้านที่มาบรรจบกันพอดี

  • วิกฤตเกษตรกร  ในช่วงนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมประสบปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดและราคาตกต่ำจนต้องนำน้ำนมดิบมาเททิ้งประท้วง
  • วิกฤตโภชนาการ เด็กไทยในยุคนั้นมีปัญหาขาดสารอาหารและมีส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานเมื่อเทียบกับเด็กในภูมิภาคอื่น

นายกฤษฎา  กล่าวว่า รัฐบาลจึงยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว คือตั้งงบประมาณรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรในประเทศ แล้วนำมาผลิตเป็นนมแจกให้เด็กนักเรียนดื่มฟรี ซึ่งในระยะแรกเริ่มแจกเฉพาะเด็กอนุบาล ก่อนจะค่อยๆ ขยายมาจนถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ในปัจจุบัน

2. ปัญหาเรื้อรังที่เคยเกิดขึ้น แม้เจตนารมณ์จะดี แต่งบประมาณที่สูงถึงหมื่นล้านบาทต่อปี ทำให้เกิดช่องโหว่และผลประโยชน์มหาศาล ปัญหาที่ปรากฏเป็นข่าวแทบทุกปีประกอบด้วย

 – คุณภาพนมตกต่ำ (นมบูด นมเสีย) มีข่าวเด็กนักเรียนท้องร่วงจากการดื่มนมโรงเรียนบ่อยครั้ง สาเหตุมาจากการจัดเก็บไม่ได้มาตรฐาน การขนส่งที่ใช้เวลานาน และบางครั้งผู้ประกอบการใช้นมผงผสมน้ำแทนน้ำนมดิบ 100% เพื่อลดต้นทุน

– ปัญหา “นมขาดส่ง”  โรงเรียนหลายแห่งไม่ได้รับนมตามกำหนดเวลา ทำให้เด็กเสียโอกาส ระบบโควตาและการผูกขาด (ฮั้วประมูล): ปัญหานี้คือ “รากเหง้า” ของทุกเรื่อง ในอดีตอำนาจการจัดสรรนายกโควตาอยู่ที่คณะกรรมการกลาง (ซึ่งมักถูกวิจารณ์ว่าถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนใหญ่) ทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้โควตาข้ามพื้นที่ ต้องขนส่งนมข้ามจังหวัดไกลๆ ทำให้นมเสีย และบีบให้สหกรณ์โคนมรายย่อยในพื้นที่หมดโอกาสเติบโต

การรื้อระบบในยุค นายกฤษฎา บุญราช (ปี 2561-2562)

เมื่อนายกฤษฎา บุญราช เข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้มองเห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “นม” แต่อยู่ที่ “ระบบการบริหารจัดการ” จึงได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีมีมติ (เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562) เพื่อ “รื้อตัดตอน” ระบบโควตาแบบเดิม โดยมีมาตรการสำคัญดังนี้

1. ยึดอำนาจการจัดสรรโควตาใหม่ (ล้างไพ่ระบบผูกขาด)

ยกเลิกคณะกรรมการชุดเดิมที่บริหารโดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) แล้วตั้ง “คณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน” ขึ้นมาใหม่ เพื่อกำกับดูแลทั้งระบบโดยตรง ทำให้การจัดสรรโควตาโปร่งใสขึ้นและลดการผูกขาดจากเอกชนรายใหญ่

2. ใช้ระบบ “โซนนิ่ง” (Zoning) แก้ปัญหานมบูดและนมขาดส่งนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญครับ มีการแบ่งพื้นที่บริหารจัดการนมโรงเรียนออกเป็น 5 กลุ่ม (โซน) ทั่วประเทศ กฎคือ “น้ำนมดิบในพื้นที่ไหน ต้องแปรรูปและส่งให้เด็กในพื้นที่นั้นดื่ม”

– ผลลัพธ์: ลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งได้อย่างมหาศาล ปัญหานมบูดจากการขนส่งข้ามวันข้ามคืนลดลงอย่างเห็นได้ชัด และแก้ปัญหานมส่งไม่ทันได้อย่างตรงจุด

3.บังคับใช้น้ำนมดิบจากเกษตรกรไทย 100%

วางกฎเกณฑ์เข้มงวดว่าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องมีหลักฐานการรับซื้อน้ำนมดิบจากศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบของเกษตรกรในประเทศจริงๆ เพื่อตัดปัญหาการลักลอบใช้นมผงละลายน้ำมาสวมสิทธิ์

4. กฎเหล็ก “ใครทำนมเสีย ตัดสิทธิ์ทันที” มีการตั้งบทลงโทษที่เด็ดขาดขึ้น หากตรวจพบว่าผู้ประกอบการรายใดส่งนมที่ไม่ได้มาตรฐาน นมบูด หรือทิ้งงาน จะถูกขึ้นแบน (Blacklist) และถูกตัดโควตาในเทอมต่อไปทันที ทำให้ผู้ประกอบการต้องตื่นตัวในการรักษามาตรฐานความสะอาดและการขนส่ง

นายกฤษฎา กล่าวบทสรุปเชิงวิเคราะห์ การแก้ปัญหาในยุคของนายกฤษฎา ถือเป็นการ “ผ่าตัดโครงสร้าง” ที่นำหลักการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ (Area-based) มาใช้แก้ปัญหาระบบโลจิสติกส์ของนมโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้เด็กได้ดื่มนมสดใหม่และตรงเวลา แต่ยังดึงเม็ดเงินกลับไปสนับสนุนสหกรณ์โคนมระดับท้องถิ่นให้เข้มแข็งขึ้น คืนเจตนารมณ์ดั้งเดิมของโครงการเมื่อปี 2535 ได้อย่างเป็นรูปธรรม นับว่าเป็นการปิดฉากนมโรงเรียนฉบับกฤษฎา สู่บทใหม่กฎหมายโคนมไทย

อย่างไรก็ดี ท้ายที่สุด สิ่งที่ต้องจับตาว่ากฎหมายโคนมฉบับใหม่จะสามารถสร้างความสมดุลระหว่างเกษตรกร สหกรณ์ ผู้ประกอบการ และเด็กนักเรียน ได้หรือไม่  หากออกแบบกลไกได้อย่างเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ ก็จะช่วยลดความขัดแย้งที่สะสมมานาน และทำให้โครงการนมโรงเรียนกลับไปสู่เป้าหมายดั้งเดิม คือการดูแลเด็กไทย พร้อมสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรมีรายได้ที่ยั่งยืน