พนัสนิคม แท็กทีม 11 งานวิจัย ววน. ชู ‘พหุวัฒนธรรม’ แก้โจทย์เหลื่อมล้ำ ปั้นอัตลักษณ์เดิมสู่อินเตอร์

แม้ ‘ชลบุรี’ จะขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการค้าชายฝั่งทะเลระดับประเทศ ทว่า ‘อำเภอพนัสนิคม’ ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ทางพหุวัฒนธรรมทั้งไทย ลาว และจีน กลับประสบภาวะ “เมืองที่ใครก็ผ่าน…แต่ไม่แวะ”
ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ ห้องศาลาประชาคม ชั้น 2 ที่ว่าการอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ได้มีการจัดประชุมหารือและกระบวนการมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนการยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์การนำวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ (ววน.) โดยมี นายชยพล รัตนวิสุทธิกุล นายอำเภอพนัสนิคม ร่วมกล่าวต้อนรับคณะผู้บริหารและนักวิจัย
ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการแผนงานเชิงกลยุทธ์การนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์และเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. (PD) เปิดเผยว่า กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นการเปิดตัวการทำงานในพื้นที่พนัสนิคมอีกครั้ง โดยมีการปรับรูปแบบการทำงานที่บูรณาการร่วมกันถึง 11 ทีมวิจัย ซึ่งจะมีประมาณ 9 ทีมกระจายลงพื้นที่พนัสนิคมโดยตรง เพื่อขับเคลื่อนร่วมกับผู้ประกอบการและนักจัดการทุนวัฒนธรรมในท้องถิ่น

“พนัสนิคมเป็นเมืองเล็ก เมืองรอง แต่มีศักยภาพและทุนทางวัฒนธรรมค่อนข้างเยอะ เราต้องการทำให้เป็นรูปธรรม ยกระดับเมืองพัทนารายณ์ที่มีของดีอยู่แล้ว ให้เกิดรายได้และคุณค่าที่คนภายนอกเห็น ยกระดับต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ ‘โกอินเตอร์’ และสื่อสารออกสู่ภายนอก นี่คือหัวใจของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ” ดร.ถวิลวดี กล่าว
ด้าน ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ (Promoting Committee : PC) ได้สะท้อนทัศนะถึงทิศทางการพัฒนาพนัสนิคมว่า ที่ผ่านมาคนมักติดภาพจำเดิมๆ เช่น อาคารร้านค้าเก่า หรือวัดจีน ทั้งที่เมืองนี้มีจุดแข็งเรื่องประวัติศาสตร์ อาหาร (แกงร้อน) และงานหัตถกรรมจักสานจากกลุ่มคนไทยเชื้อสายลาวที่อพยพมาตั้งแต่วัยรัชกาลที่ 3

ดร.ธนภณ ได้เสนอ 3 หัวใจสำคัญ ในการเปลี่ยนพนัสนิคมจากเมืองทางผ่านให้กลายเป็นเมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ยกระดับผลิตภัณฑ์เดิมด้วยดีไซน์ นำความรู้ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาใส่นวัตกรรม เช่น พัดจักสานเดิมราคา 30 บาท ทำอย่างไรให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 100 บาท
สร้างคอนเทนต์และวิถีใหม่ โดยใส่เนื้อหา เรื่องราว และวิถีชีวิตลงในพื้นที่ เพื่อดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาจับจ่ายใช้สอย พักอาศัย และท่องเที่ยว
และ นวัตกรรมกระบวนการมีส่วนร่วม ให้ชาวบ้าน พ่อค้า และภาคประชาสังคมร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ให้กลายเป็นวิถีชีวิต เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน
“ชลบุรีเป็นเมืองเศรษฐกิจทางทะเล แต่พนัสนิคมใกล้กรุงเทพฯ ที่สุด มีมิติประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุด วัฒนธรรมการกิน การผลิต และการเล่นอย่างงานบุญเอ็งกอ ก็แข็งแกร่ง การบูรณาการทั้ง 11 โครงการ เช่น เรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาเกษตรกรรม และวัฒนธรรมอาหาร ไม่เพียงแต่จะเพิ่มรายได้ แต่ต้องยกระดับคุณภาพชีวิตและวิถีชีวิตของคนในชุมชนด้วย” ดร.ธนภณ ระบุ

ขณะที่ รศ.ดร.สุพรรณี ฉายะบุตร หัวหน้าโครงการวิจัยการพัฒนาเมืองรองสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานทุนทางวัฒนธรรม อธิบายถึงกระบวนการทำงานว่า การทำงานต้องทำอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการปูพื้นฐานทุนวัฒนธรรมในพื้นที่ให้เข้มแข็ง เลือกจุดเด่นมาสร้างรายได้ แล้วจึงต่อยอดวางกรอบคิดเมืองสร้างสรรค์ พร้อมทั้งดึงเยาวชนเข้ามาร่วมกับ “นักจัดการทุนวัฒนธรรม”
รศ.ดร.สุพรรณี เน้นย้ำว่า เยาวชนคือหัวใจสำคัญ ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เนื่องจากเป็นผู้คิดค้นแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะการใช้สื่อดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์
“วิธีทำงานกับเยาวชน ผู้ใหญ่ต้องเป็นเพียงผู้สนับสนุนอยู่ข้างหลัง เราตั้งโจทย์ให้ แล้วเปิดโอกาสให้เขาออกแบบกิจกรรมที่อยากทำเอง ให้งบประมาณไปบริหาร ไม่ใช่ไปบังคับให้เขารำหรือทำตามแบบเดิมๆ แต่เน้นให้เขาดึงเรื่องราวและสร้างคอนเทนต์ที่ถูกต้องเพื่อนำเสนอเมืองในมุมมองของคนรุ่นใหม่” หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวทิ้งท้าย

การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการลงพื้นที่ศึกษาศักยภาพบริบทชุมชนครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการผนึกกำลังระหว่างภาควิชาการ (11 ทีมวิจัย ววน.) ภาคปกครองท้องที่ และภาคประชาสังคม ในการเปลี่ยน “ทุนทางวัฒนธรรม” ของอำเภอพนัสนิคม ให้กลายเป็น “เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่” ที่ไม่เพียงแต่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ แต่ยังมุ่งลดความเหลื่อมล้ำและกระจายรายได้สู่คนในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ โครงการวิจัยเรื่อง “การบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชนเพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์” นำทีมขับเคลื่อนโดย ดร.ธนภณ วัฒนกุล (ประธาน PC) และ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล (PD) ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญเรื่อง “ยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม”
โดยได้รับการสนับสนุนจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.), สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) และ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.)


