เส้นทางชีวิต “พล.อ.พิเชษฐ์ วิสัยจร” จากนักรบเดนตาย “สมรภูมิช่องบก” สู่ “นายพลอีเอ็ม” ดับไฟใต้

      หากกล่าวถึงนายทหารระดับสูงของกองทัพบกที่เส้นทางรับราชการไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติของ “การสู้รบ” หรือ “ความมั่นคง” ทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังสอดแทรกมิติของการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ชื่อของ พล.อ.พิเชษฐ์ วิสัยจร หรือ “บิ๊กแป๊ะ” อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ย่อมเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการนำแนวคิด “เกษตรชีวภาพ” เข้ามาใช้ในพื้นที่ชายแดนใต้ จนสื่อมวลชนขนานนามให้ว่า “นายพลอีเอ็ม”

      สำนักข่าวขอนำเสนอเส้นทางชีวิตของ พล.อ.พิเชษฐ์ ที่ผ่านการทดสอบทั้งในสมรภูมิรบระดับประเทศ ภารกิจรักษาสันติภาพนานาชาติ จวบจนการเป็นนักพัฒนาในพื้นที่ความขัดแย้ง

จากชายหนุ่มทุ่งตะโก สู่ “ทหารเสือแดนอีสาน”

พล.อ.พิเชษฐ์ เกิดเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2493 ที่อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ก่อนจะก้าวเข้าสู่เส้นทางสายทหารและเติบโตตามลำดับชั้น

       จุดเปลี่ยนสำคัญที่พิสูจน์ความเป็น “นักรบ” ของเขา คือการได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติภารกิจใน “สมรภูมิช่องบก” บริเวณ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ซึ่งในช่วงทศวรรษ 2520–2530 ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีความตึงเครียดสูงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

        ฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์และชีวประวัติที่หอสมุดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บันทึกบทบาทของ พล.อ.พิเชษฐ์ ในช่วงปี 2528–2530 ไว้อย่างชัดเจนในฐานะ “ทหารเสือแดนอีสาน” การปะทะในพื้นที่ดังกล่าวเป็นไปอย่างดุเดือด ซึ่งมีข้อมูลระบุว่า พล.อ.พิเชษฐ์ ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ สมรภูมิช่องบกจึงไม่ใช่เพียงประวัติบรรทัดหนึ่งในแฟ้มรับราชการ แต่คือภาพสะท้อนของการผ่านความเป็นความตายในพื้นที่จริง

ภารกิจข้ามชาติ: กองกำลัง 972 ไทย-ติมอร์ตะวันออก

       หลังจากผ่านสมรภูมิรบในประเทศ เส้นทางของ พล.อ.พิเชษฐ์ ยังขยายขอบเขตไปสู่ระดับนานาชาติ โดยในช่วงปี พ.ศ. 2543–2544 เขาได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บัญชาการ กองกำลัง 972 ไทย-ติมอร์ตะวันออก (Thai Battalion) ปฏิบัติภารกิจภายใต้กรอบของสหประชาชาติ เพื่อรักษาสันติภาพและฟื้นฟูประเทศที่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤตความขัดแย้ง ซึ่งประสบการณ์ในต่างแดนนี้ เชื่อว่ามีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมมุมมองด้านการฟื้นฟูพื้นที่หลังการสู้รบ

นั่งเก้าอี้ “แม่ทัพภาค 4” และกำเนิดฉายา “นายพลอีเอ็ม”

       เมื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง แม่ทัพภาคที่ 4 ในช่วงปี 2551–2553 ภารกิจหลักคือการควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทว่าแนวทางการทำงานของ พล.อ.พิเชษฐ์ กลับสร้างความแปลกใหม่ให้กับยุทธศาสตร์ความมั่นคง

        แทนที่จะพึ่งพามาตรการทางทหารหรือยุทธการปิดล้อมตรวจค้นเพียงอย่างเดียว พล.อ.พิเชษฐ์ เลือกที่จะขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาคู่ขนานกันไป โดยมุ่งเน้นแก้ปัญหา “ปากท้อง” และ “สิ่งแวดล้อม” ของประชาชนในพื้นที่

       เขานำแนวคิดเรื่อง จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ (EM) และเกษตรชีวภาพ มาประยุกต์ใช้ในการบำบัดน้ำเสีย จัดการขยะ และฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรม ทั้งการฟื้นฟูคลองและแม่น้ำในภาคใต้ จนเกิดเป็นกระแสและภาพจำในหน้าสื่อมวลชนที่ขนานนามเขาว่า “นายพลอีเอ็ม”

     แม้แนวทางดังกล่าวจะได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากมวลชนในพื้นที่บางส่วนที่เห็นผลเป็นรูปธรรมด้านสิ่งแวดล้อม แต่ในขณะเดียวกันก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อถกเถียงในแวดวงความมั่นคงว่า การให้น้ำหนักกับงานพัฒนามากเกินไป อาจทำให้ความเข้มข้นในภารกิจด้านยุทธการลดลงหรือไม่

       พล.อ.พิเชษฐ์ ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ประมาณ 2 ปี ก่อนจะส่งมอบตำแหน่งต่อให้ พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2553 และขยับขึ้นรับตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก จนเกษียณอายุราชการ

เมื่อชัยชนะไม่ได้จบลงแค่เสียงปืนเงียบ

        ประวัติการทำงานของ พล.อ.พิเชษฐ์ วิสัยจร สะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการของแนวคิดทางการทหาร จาก “นักรบ” ที่ต้องจับอาวุธปกป้องอธิปไตยในสมรภูมิช่องบก สู่การเป็น “นักพัฒนา” ที่เชื่อว่าการดับไฟความขัดแย้งในระยะยาว ไม่สามารถใช้เพียงกำลังเข้าปราบปราม

ร่องรอยของ “นายพลอีเอ็ม” ทิ้งแง่คิดสำคัญไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ความมั่นคงว่า ท้ายที่สุดแล้ว ชัยชนะที่แท้จริงของกองทัพอาจไม่ได้วัดกันในวันที่เสียงปืนสงบลง แต่วัดกันในวันที่ผืนดินแห่งความขัดแย้งได้รับการฟื้นฟู และประชาชนสามารถกลับมาดำรงชีวิตบนความมั่นคงทางอาหารและคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน.