ครม.ไฟเขียวต่ออายุ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ครั้งที่ 22 ตรึง 19 อำเภอ อีก 1 ปี ถึง ก.ย. 70 – กอ.รมน.อ้างผลโพล 70 % ไม่ต้องการให้ยกเลิก

        เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบผลการประเมินสถานการณ์ และอนุมัติขยายระยะเวลาการประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ) ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวม 19 อำเภอ ใน 4 จังหวัด ออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2570 เพื่อให้การบริหารจัดการพื้นที่และการดูแลความปลอดภัยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

สำหรับพื้นที่ทั้ง 19 อำเภอ ประกอบด้วย จ.นราธิวาส 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ยี่งอ อ.แว้ง และ อ.สุคิริน จ.ปัตตานี 7 อำเภอ ได้แก่ อ.ยะหริ่ง อ.ปะนาเระ อ.มายอ อ.ไม้แก่น อ.ทุ่งยางแดง อ.กะพ้อ และ อ.แม่ลาน จ.ยะลา 5 อำเภอ ได้แก่ อ.เบตง อ.ยะหา อ.รามัน อ.กาบัง และ อ.กรงปินัง และ จ.สงขลา 4 อำเภอ ได้แก่ อ.นาทวี อ.จะนะ อ.เทพา และ อ.สะบ้าย้อย

น.ส.ลลิดา กล่าวว่า การพิจารณาขยายระยะเวลาในครั้งนี้ นับเป็นการต่ออายุการประกาศพื้นที่ดังกล่าวเป็นครั้งที่ 22 โดยเป็นการคงพื้นที่เดิมทั้ง 19 อำเภอ ภายหลังจากที่เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2569 ครม. เคยมีมติให้ปรับลด อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ออกจากพื้นที่ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ทำให้พื้นที่ควบคุมลดลงจาก 20 อำเภอ เหลือ 19 อำเภอ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุถึงเหตุผลความจำเป็นว่า จากการประเมินของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พบว่า แม้การบูรณาการกำลังของเจ้าหน้าที่และการติดตามจับกุมแกนนำระดับปฏิบัติการ จะทำให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงเคลื่อนไหวได้ยากขึ้น แต่ในบางพื้นที่ยังคงมีความพยายามสร้างสถานการณ์ รวมถึงความเสี่ยงต่อการก่อเหตุกับเป้าหมายที่ระวังป้องกันต่ำ หรือเป้าหมายอ่อนแอ (Soft Target) จึงยังมีความจำเป็นต้องคงมาตรการตามกฎหมายความมั่นคงไว้ เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ กอ.รมน. ยังได้อ้างอิงผลการประเมินความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับการใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ โดยระบุว่า ความคิดเห็นในภาพรวมอยู่ในระดับมาก หรือคิดเป็นร้อยละ 75.40 โดยมีกลุ่มตัวอย่างถึง ร้อยละ 70.36 ที่ “ไม่ต้องการให้ยกเลิก” การประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว ขณะที่มีเพียงร้อยละ 29.64 ที่ต้องการให้ยกเลิก

พร้อมกันนี้ ครม. ยังได้เห็นชอบร่างประกาศและร่างข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง รวมถึงไฟเขียวให้สานต่อการดำเนินมาตรการตาม มาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ซึ่งเป็นช่องทางเปิดโอกาสให้ผู้ที่กระทำความผิดเพราะหลงผิด หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ได้กลับใจเข้ามอบตัว เพื่อเข้าสู่กระบวนการอบรมตามคำสั่งศาล แทนการถูกดำเนินคดีอาญาตามปกติ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแนวทางสร้างสันติสุขและเปิดโอกาสให้ผู้เห็นต่างกลับคืนสู่สังคม

“การใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ถือเป็นมาตรการทางกฎหมายที่นำมาใช้ทดแทนในพื้นที่ที่ไม่มีความจำเป็นต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548) โดยรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนที่จะทยอยปรับลดพื้นที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดระดับมาตรการด้านความมั่นคง และเตรียมความพร้อมในการคืนพื้นที่เข้าสู่การบริหารภายใต้กลไกปกติ เมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย” รองโฆษกฯ กล่าวทิ้งท้าย