ศอ.บต. ทุ่มงบ 203 ล้าน! งัดยุทธการ “ใช้บัณฑิต สร้างสันติสุข” ทะลวงแก่นความขัดแย้งดับไฟใต้

      ศอ.บต. กางแผนปีงบประมาณ 2570 อัดฉีดงบกว่า 203 ล้านบาท ยกเครื่องบทบาท “บัณฑิตอาสา” 2,233 อัตรา ล้างภาพงานรูทีนสู่ “นักขับเคลื่อนสันติสุข” ดึง ม.อ. ร่วมวงทำระบบฐานข้อมูล ชูภารกิจสร้างพื้นที่กลาง-คลี่คลายความขัดแย้ง นำร่อง 38 หมู่บ้านใน “กาบัง-สุไหงโก-ลก” พร้อมรื้อระบบประเมินผลเน้นโปร่งใส-ลงพื้นที่จับตาเข้ม 44 อำเภอ

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมปัญจเพชร ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) อ.เมือง จ.ยะลา นายชนธัญ แสงพุ่ม รองเลขาธิการ รักษาราชการแทนเลขาธิการ ศอ.บต. เป็นประธานการประชุมกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานของกองประสานและเร่งรัดการพัฒนาพื้นที่พิเศษฯ และการดำเนินงาน “บัณฑิตอาสา” ประจำปีงบประมาณ 2570 โดยมี น.อ.จักรพงษ์ อภิมหาธรรม รักษาการที่ปรึกษาด้านการบูรณาการฯ และนายธีรวิทย์ เฑียรฆโรจน์ ผู้อำนวยการกองประสานฯ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

วาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้ คือการรื้อโครงสร้างและปรับเปลี่ยนบทบาทการทำงานของกลไก “บัณฑิตอาสา” ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองระดับปฏิบัติการที่ใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้มากที่สุด ให้หลุดพ้นจากการทำงานแบบรับคำสั่งหรือทำเพียงรายงานข้อมูล ไปสู่การทำงานเชิงรุก

นายชนธัญ เปิดเผยว่า ในปี 2570 ศอ.บต. จะปรับบทบาทบัณฑิตอาสาให้มีความชัดเจนและสอดรับกับสถานการณ์มากขึ้น โดยยกระดับให้เป็น “นักขับเคลื่อนสันติสุข” ทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์ เชื่อมโยงสถานการณ์ และเป็นโซ่ข้อกลางระหว่างภาครัฐกับประชาชนในชุมชน

“บัณฑิตอาสาจะไม่จำกัดบทบาทแค่การรายงานข้อมูลตามภารกิจอีกต่อไป แต่ต้องลงลึกถึงการวิเคราะห์พื้นที่ ค้นหาประเด็นปัญหา คลี่คลายความขัดแย้ง และสร้างพื้นที่ให้คนในชุมชนได้พูดคุยทำความเข้าใจร่วมกัน โดย ศอ.บต. ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) พัฒนาระบบฐานข้อมูล เพื่อนำข้อมูลจากระดับหมู่บ้านมาถอดบทเรียนและออกแบบการแก้ปัญหาให้ตรงจุด” นายชนธัญ ระบุ

สำหรับแผนงานบัณฑิตอาสาในปีงบประมาณ 2570 ได้รับการจัดสรรงบประมาณรวมทั้งสิ้น 203 ล้านบาท (แบ่งเป็นค่าจ้างและงบขับเคลื่อนกิจกรรม) โดยมีกรอบอัตรากำลัง 2,233 อัตรา กระจายครอบคลุมพื้นที่ระดับหมู่บ้าน

ภารกิจไฮไลต์สำคัญคือ การสร้าง “พื้นที่กลาง” เพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความไว้วางใจในชุมชน โดยจะเริ่มนำร่องใน 2 พื้นที่ ได้แก่ อ.กาบัง จ.ยะลา และ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส รวม 38 หมู่บ้าน ซึ่งบัณฑิตอาสาจะต้องนำข้อมูลปัญหาที่เกิดขึ้นจริงมาวิเคราะห์และร่วมกับชุมชนออกแบบพื้นที่กลางให้สอดคล้องกับบริบท โดยมีนักวิชาการจาก ม.อ. เป็นพี่เลี้ยง

นอกจากการปรับบทบาทแล้ว ศอ.บต. ยังได้วางกรอบการทำงานหลัก 4 ด้าน ได้แก่ 1. พัฒนาศักยภาพและปรับ Mindset บัณฑิตอาสา 2. สร้างพื้นที่กลาง (นำร่อง 2 อำเภอ) 3. เปลี่ยนรูปแบบการติดตามงานจากการตรวจโครงการ เป็นการ “นิเทศและติดตามตัวบัณฑิตอาสาโดยตรง” ครอบคลุมทั้ง 44 อำเภอ และ 4. การประชุมถอดบทเรียนเพื่อปรับปรุงแผน

นอกจากนี้ ศอ.บต. จะทบทวนหลักเกณฑ์การประเมินผลการทำงานของบัณฑิตอาสาใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม และจะนำระบบ Workflow มาใช้เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

“การขับเคลื่อนงานในปี 2570 เราเน้นย้ำคาถา ‘รู้พื้นที่ เข้าใจคน ใช้ข้อมูล แก้ปัญหาร่วมกับประชาชน’ บัณฑิตอาสาจะต้องเป็นทั้งตาและหูของพื้นที่ นำเสียงของชาวบ้านเข้าสู่นโยบาย และนำนโยบายรัฐไปสื่อสารให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เพื่อสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นจริงในจังหวัดชายแดนภาคใต้” รักษาราชการแทนเลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวทิ้งท้าย