ดร.ถวิลวดี ย้ำ “เมืองรองไม่ใช่ข้อด้อย” รศ.ดร.สุพรรณี ชี้ “ต้องสนุกสไตล์บราซิล!” 2 คีย์แมนผนึกกำลังปลุกทุนวัฒนธรรมทุ่งสง ‘เป-ตะ เฟสติวัล’

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2569 อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้สร้างปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมครั้งสำคัญผ่านการเปิดงาน “เทศกาลเป-ตะ เฟสติวัล” ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 อย่างยิ่งใหญ่ ณ หลาดยิบ ถนนชนปรีดา โดยมีไฮไลต์สำคัญคือขบวนแห่หุ่นทองสูง (เป-ตะ) จาก 13 ตำบล ที่สะท้อนวิถีชีวิตและความเชื่อประเพณีสารทเดือนสิบ งานนี้ไม่ใช่เพียงงานเทศกาลประจำปีทั่วไป แต่คือผลผลิตจากบิ๊กโปรเจกต์งานวิจัยระดับชาติที่มุ่งเป้าเปลี่ยน “เมืองรอง” ให้กลายเป็น “เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์”
การขับเคลื่อนครั้งนี้ นำทัพโดยตัวเต็งวงการวิจัยอย่าง ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการแผนงานเชิงกลยุทธ์ (PD) และ รศ.ดร.สุพรรณี ฉายะบุตร หัวหน้าโครงการวิจัยจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ภายใต้การสนับสนุนหลักจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), กองทุน ววน., รวพ. และ บพท. โดยมี ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการ Promoting Committee (PC) และ ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ประธานมูลนิธิสื่อสานพลังชุมชน ร่วมผลักดันภายใต้สโลแกน “ทุนทางวัฒนธรรมชุมชน = ทุนชาติ”

ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ในฐานะผู้อำนวยการแผนงานเชิงกลยุทธ์ (PD) ภายใต้แผนงาน “ยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม” ฉายภาพรวมในมิติระดับนโยบายไว้อย่างน่าสนใจว่า คำว่า “เมืองรอง” ไม่ได้แปลว่ามีศักยภาพน้อยกว่าที่อื่น แต่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยเรื่องราว ภูมิปัญญา และรากเหง้าที่รอการเจียระไน
ดร.ถวิลวดี ชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างการขับเคลื่อนที่ครอบคลุมถึง 11 โครงการย่อย ซึ่งถูกร้อยเรียงเป็น 4 มิติหลัก ได้แก่ การขับเคลื่อนและพัฒนาต้นแบบ นำโดย ดร.ถวิลวดี และ รศ.ดร.สุพรรณี มุ่งเชื่อมองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง การสร้างคุณค่าจากทุนวัฒนธรรม นำทุนเดิมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น พิพิธภัณฑ์ชุมชน และการฟื้นฟูภูมิปัญญาช่างศิลป์ การสื่อสารวัฒนธรรม สร้างเครือข่ายเยาวชนและสื่อสาธารณะในการเล่าเรื่องเมือง และ นโยบายการขับเคลื่อน พัฒนานักบริหารระดับสูงและสร้างกลไกการลงทุนร่วมระหว่างท้องถิ่นและชุมชน

“ความตั้งใจของเราคือการนำงานวิจัยและนวัตกรรมออกจากหน้ากระดาษ ไปพบกับชีวิตจริงของเมืองและชุมชน เชื่อมความรู้ของนักวิจัยเข้ากับประสบการณ์ของประชาชน การวิจัยต้องเชื่อมกับการพัฒนาพื้นที่จริง สร้างงาน สร้างรายได้ และทำให้คนในพื้นที่ภาคภูมิใจในบ้านของตนเอง” ดร.ถวิลวดี ระบุ
นอกจากนี้ ดร.ถวิลวดี ยังได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนถึงผลสัมฤทธิ์ของปีนี้ว่า มีความคึกคักและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผู้ประกอบการมีการนำสินค้าวัฒนธรรมมาจำหน่าย สร้างเม็ดเงินหมุนเวียน และเชื่อมั่นว่าในปีต่อๆ ไป เทศกาลนี้จะยิ่งใหญ่และดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้นอย่างแน่นอน

ในขณะที่มิติการลงพื้นที่คลุกคลีกับชุมชน รศ.ดร.สุพรรณี ฉายะบุตร หัวหน้าโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเมืองรองสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานทุนทางวัฒนธรรม” จากมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ลงรากฐานในพื้นที่อำเภอทุ่งสงมาเกือบ 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2560)
รศ.ดร.สุพรรณี เน้นย้ำถึง “มิติการสร้างคน” โดยระบุว่าความสำเร็จของงานเป-ตะ เฟสติวัล ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดมาจาก “นักจัดการทุนวัฒนธรรม” ในพื้นที่ และเครือข่ายประชาคมสร้างสรรค์ทุ่งสง แม้งบประมาณวิจัยจะมีจำกัด แต่คนในพื้นที่ใช้ “ใจ” และความเข้มแข็งในการแสวงหาความร่วมมือจนงานสำเร็จลุล่วง
เมื่อถูกตั้งคำถามจากสื่อมวลชนถึงความเป็นไปได้ที่เทศกาลเป-ตะ จะยิ่งใหญ่เทียบเท่างานชักพระ รศ.ดร.สุพรรณี วิเคราะห์ในมุมมองเศรษฐศาสตร์วัฒนธรรมไว้อย่างแหลมคมว่า การจะไปถึงจุดนั้นต้องอาศัยการบูรณาการจากทุกภาคส่วน และที่สำคัญที่สุดคือ “ความสนุกสนาน”

“งานเทศกาลที่จะยั่งยืนและไปได้ไกล ไม่ใช่มีแค่เรื่องศรัทธาอย่างเดียว แต่มันต้องมีความสนุกสนานด้วย บนฐานของความถูกต้องทางวิถีชีวิต มันทำนองเดียวกับผีตาโขนที่เลย หรือเทศกาลคาร์นิวัลระดับโลกที่บราซิล ซึ่งมีรากจากความเชื่อทางศาสนาแล้วนำมาเต้นแซมบ้า จิตวิทยามนุษย์คล้ายคลึงกัน หากมีแต่วัฒนธรรมที่ให้ปฏิบัติตามเฉยๆ คนจะเบื่อ แต่ถ้าสนุกสนานและอยู่ในกรอบวิถีที่ดี คนก็จะร่วมงานเยอะ” รศ.ดร.สุพรรณี กล่าว
นอกจากนี้ รศ.ดร.สุพรรณี ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการทำ PDCA (Plan-Do-Check-Act) ในระดับชุมชน การนำวัฒนธรรมดั้งเดิมมาประยุกต์ให้ร่วมสมัย เช่น การปรับรสชาติอาหารพื้นถิ่นให้ถูกปากคนรุ่นใหม่ หรือการนำ “ลูกปัดโนรา” มาประยุกต์เป็นเครื่องประดับแฟชั่น ซึ่งทั้งหมดนี้คือแก่นแท้ของการยกระดับสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างแท้จริง โดยมีเยาวชนเป็นผู้สืบทอดและใช้สื่อโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่
สำหรับบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีกิจกรรมต่อเนื่อง 15 วัน 15 คืน (27 ก.ย. – 11 ต.ค. 2569) โดยผลการประกวดขบวนแห่เป-ตะ (หุ่นทองสูง) ที่มีการนำเสนอต่อคณะกรรมการบริเวณอาคารสยามกัมมาจล ตำบลที่คว้ารางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ตำบลหนองหงส์ รับเงินรางวัล 40,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลจาก ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว., รองชนะเลิศอันดับ 1 ตำบลปากแพรก และ รองชนะเลิศอันดับ 2 ตำบลถ้ำใหญ่

การจัดงานเทศกาลเป-ตะ เฟสติวัล ครั้งที่ 3 ภายใต้การวิจัยของ ดร.ถวิลวดี และ รศ.ดร.สุพรรณี จึงไม่ใช่เพียงแค่งานอีเวนต์ฉาบฉวย แต่เป็นการใช้กลไกการวิจัย “ฝังชิป” ทางความคิดให้ชุมชนรู้จักคุณค่าของตนเอง รู้วิธีบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรม และพร้อมที่จะผลักดัน “ทุ่งสง” ให้เป็นหมุดหมายใหม่ของเมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับประเทศต่อไป


