จากแก้กฎหมายดอกเบี้ยต่ำสู่โมเดล’ทำงานใช้หนี้’ คืนเงินส่วนต่าง3พันล้าน


      ‘ทวี สอดส่อง’ กางแผน ‘ล้างหนี้ กยศ.’ 

      พลิกปูมความสำเร็จการแก้ไข พ.ร.บ. กยศ. ฉบับปี 2566 หลังปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ลดภาระประชาชนกว่า 2 หมื่นล้าน พบตัวเลขผู้กู้ 2 หมื่นรายหนี้เป็นศูนย์-อีก 3 แสนรายรอรับเงินคืน ‘ทวี สอดส่อง’ รุกต่อสเต็ปสอง ชูมาตรา 44 กางกฎหมายล้างหนี้ผ่านโมเดล ‘Work for Debt’ เปลี่ยนทักษะคนรุ่นใหม่เป็นงานบริการสาธารณะ แทนการจ่ายเงินสด


                    กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างกว้างขวางในแวดวงนโยบายสาธารณะและการศึกษา เมื่อ พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าและทิศทางในอนาคตของการจัดการหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ภายหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา

เปิดตัวเลขความสำเร็จ: เมื่อรัฐเลิกเป็น ‘นายธนาคารหน้าเลือด’

       จากการตรวจสอบพบว่าหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือการเปลี่ยน “ลำดับการตัดหนี้” และการลดเพดานดอกเบี้ย-เบี้ยปรับ ซึ่งส่งผลกระทบเชิงบวกต่อผู้กู้ทั่วประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีรายละเอียดการปรับปรุงเงื่อนไข

  • อัตราดอกเบี้ย ปรับลดเหลือไม่เกิน 1% ต่อปี

  • เบี้ยปรับค้างชำระ ปรับลดเหลือเพียง 0.5% ต่อปี

  • ลำดับการชำระหนี้ ยกเลิกวิธีเดิม (ที่ตัดเบี้ยปรับก่อน) เปลี่ยนเป็นการนำเงินไป “ตัดเงินต้นก่อน” แล้วจึงตามด้วยดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ

  • ผลย้อนหลัง ครอบคลุมผู้กู้รายเดิมและปลดภาระผู้ค้ำประกันทันที

        จากการคำนวณยอดหนี้ใหม่ตามกติกานี้ ส่งผลให้ภาพรวมหนี้ของประชาชนลดลงทันทีถึง 20,000 ล้านบาท โดยมีกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ชัดเจน

  1. ผู้กู้ 1.4 ล้านราย ยอดหนี้ลดลงตามสัดส่วนการคำนวณใหม่

  2. ผู้กู้ 20,000 บัญชี สถานะหนี้กลายเป็นศูนย์ (ปิดบัญชีได้ทันที)

  3. ผู้กู้ 300,000 ราย อยู่ในข่ายได้รับสิทธิ “คืนเงินส่วนต่าง” รวมมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท เนื่องจากยอดที่เคยชำระมาเดิมนั้นเกินกว่ายอดหนี้จริงที่คำนวณใหม่


กางกฎหมายมาตรา 44  ช่องทาง ‘ล้างหนี้’ ที่ไม่ใช่แค่ฝัน

              พ.ต.อ. ทวี ระบุว่าความสำเร็จข้างต้นเป็นเพียง “ปฐมบท” โดยเป้าหมายต่อไปคือการแก้ปัญหาหนี้ค้างชำระของผู้ทำงานอีก 3.5 ล้านคน ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ โดยชี้ให้เห็นว่าในทางกฎหมาย รัฐบาลมี “กุญแจ” อยู่ในมือแล้วตาม พ.ร.บ. กยศ. ฉบับปัจจุบัน มาตรา 44

“ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นและสมควร คณะกรรมการอาจพิจารณางดเว้น หรือลดหย่อนหนี้… หรือระงับการชำระหนี้…”

               หัวหน้าพรรคประชาชาติเน้นย้ำว่า กฎหมายเปิดช่องไว้ชัดเจน เหลือเพียง “เจตจำนงทางการเมือง” ว่าจะกล้าหาญพอที่จะใช้กฎหมายนี้เพื่อรักษาทรัพยากรมนุษย์หรือไม่


โมเดล ‘Work for Debt’: เปลี่ยนเงินเป็นงาน ไม่ทำลายวินัยการเงิน

                 สำหรับข้อกังวลเรื่องการ “ล้างหนี้” จะกระทบต่อวินัยทางการเงินของผู้ที่ชำระไปแล้วหรือไม่ พ.ต.อ. ทวี เสนอแนวทาง “ทำงานใช้หนี้” ซึ่งเป็นหลักการความยุติธรรมที่เปลี่ยนหนี้สินให้เป็นทุนทางสังคม

  •  ให้ผู้กู้ใช้ความรู้ความสามารถ (ทักษะเฉพาะทาง) มาทำงานบริการสาธารณะ พัฒนาท้องถิ่น หรือสนับสนุนงานราชการที่ขาดแคลน

  •  นำชั่วโมงการทำงานมาตีมูลค่าเพื่อหักลบยอดหนี้

  •  เลียนแบบโมเดลการทำงานใช้ทุนของแพทย์และพยาบาล โดยขยายผลไปยังวิศวกร, นักกฎหมาย, ครู หรือเกษตรกรรุ่นใหม่

 การศึกษาคือการลงทุนในมนุษย์

        ในตอนท้าย พ.ต.อ. ทวี ได้ทิ้งปมปัญหาเชิงปรัชญาไว้ให้สังคมขบคิดว่า กยศ. ไม่ควรถูกมองเป็นกองทุนที่มุ่งหา “กำไร” แต่ต้องเป็นกองทุนเพื่อ “พัฒนาทุนมนุษย์” เงินที่รัฐยอมสูญเสียไปจากการลดหนี้ จะหมุนเวียนกลับมาในรูปแบบของภาษีและกำลังซื้อเมื่อคนรุ่นใหม่สามารถลืมตาอ้าปากและสร้างเนื้อสร้างตัวได้เร็วขึ้น

“นี่ไม่ใช่ความฝัน แต่มันคือสัญญาประชาคมที่ตั้งอยู่บนความเป็นไปได้ และความรับผิดชอบที่ทำได้จริง” พ.ต.อ. ทวี กล่าวทิ้งท้าย