เปิดปมพิรุธ “สำนวนฮั้ว สว.”

เมื่อ DSI ถูกกล่าวหาว่า “เตะถ่วง-ตัดตอน” อุ้ม 2 แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล?
จากการตรวจสอบชุดข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความคืบหน้าคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่กำลังกลายเป็นประเด็นร้อน หลังมีกระแสข่าวการปฏิเสธสำนวนจากอัยการคดีพิเศษ และข้อกล่าวหาเรื่องการ “บิดคดี” เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้มีบารมีทางการเมือง โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ
ไทม์ไลน์ปริศนา เปลี่ยนรัฐบาล กระบวนการหยุดชะงัก?
จากการตรวจสอบลำดับเหตุการณ์ พบข้อสังเกตสำคัญในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านอำนาจ
-
ก่อน 28 ก.ย. 68 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มีความกระตือรือร้นในการส่งสำนวนคดีฮั้ว สว. ล็อตแรก 8 ราย พร้อมระบุว่ามีพยานหลักฐานเชื่อมโยงพยานอีกกว่า 1,200 คน
-
หลัง 28 ก.ย. 68 (รัฐบาลอนุทินเข้าบริหาร) ปรากฏข้อมูลว่ากระบวนการสอบสวนกลับ “หยุดชะงัก” อย่างมีนัยสำคัญ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ลงพื้นที่ต่างจังหวัดถูกเรียกตัวกลับ และไม่มีความคืบหน้าในการสอบสวนพยานเพิ่มเติมอีกเลย แม้ว่าอธิบดี DSI จะยังเป็นคนเดิมก็ตาม
ส่อง “ช่องโหว่” สำนวน จงใจทำอ่อนเพื่อให้หลุดคดี?
แหล่งข่าวจากวงการอัยการเปิดเผย ถึงเหตุผลที่ต้องตีกลับสำนวนของ DSI โดยระบุว่าสำนวนดังกล่าวมีลักษณะ “ไม่สมบูรณ์อย่างร้ายแรง” ใน 2 ประเด็นหลัก
-
ความผิดประธานยังไม่ชัด: DSI เร่งแจ้งข้อหา “ฟอกเงิน” และ “อั้งยี่ซ่องโจร” ทั้งที่ความผิดหลักคือการ “ฮั้ว สว.” ยังไม่มีการชี้มูลจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจเต็มตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.
-
การเลือกปฏิบัติ (Selection Bias): มีการตั้งข้อหาผู้ต้องหาเพียง 8 ราย จากพยานที่เกี่ยวข้องกว่า 1,200 ราย ข้อพิรุธสำคัญคือมีการ “กันตัว” แกนนำพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลระดับบิ๊ก 2 ราย ออกจากรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา ทั้งที่มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึง
ทฤษฎี “ตัดตอน” สกัดวงจรพยานไม่ให้ถึงตัวการ
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการพยายาม “ตัดจบ” คดี หากอัยการสั่งฟ้องเพียงผู้ต้องหา 8 คนแรกตามที่ DSI เสนอ โดยไม่ส่งหลักฐานพยานที่เหลืออีกหลักพันปาก จะส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถสืบสาวไปถึง “ตัวการใหญ่” ได้
“ถ้าอัยการสั่งฟ้องแค่ 8 คนนี้ และ DSI ไม่ส่งพยานหลักฐานเชื่อมโยงที่เหลือมาเพิ่ม จะเท่ากับเป็นการตัดตอนคดีทันที ทั้งที่พยานหลักฐานต้องเชื่อมโยงกันทั้งหมดเพราะทำเป็นขบวนการ” — แหล่งข่าวระบุ
เกมการเมืองเหนือกระบวนการยุติธรรม?
จากการรวบรวมข้อมูล สำนักข่าวอิศรา วิเคราะห์ประเด็นนี้ออกเป็น 3 มิติ
-
มิติทางการเมือง สัญญาณการหยุดชะงักของคดีที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเข้ารับตำแหน่งของรัฐบาลชุดใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลทางการเมืองที่อาจแทรกซึมเข้าไปในหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่าง DSI หรือไม่? โดยเฉพาะข้อครหาเรื่องการคุ้มครอง 2 แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล
-
มิติทางกฎหมาย การทำสำนวน “แบบแยกส่วน” (Split Investigation) โดยแจ้งข้อหาฟอกเงินก่อนคดีหลักจะเสร็จสิ้น ถูกมองว่าเป็นเทคนิคทางกฎหมายที่ทำให้สำนวนอ่อน (Weak Case) เพื่อให้อัยการสั่งไม่ฟ้อง หรือหลุดในชั้นศาลได้โดยง่าย
-
บทบาทของหน่วยงานอิสระ คดีนี้กำลังทดสอบความโปร่งใสของทั้ง กกต. ในการชี้มูลความผิด และ DSI ในการรวบรวมพยานหลักฐาน หากพยาน 1,200 คนหายไปจากสารบบคดี จะถือเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ของกระบวนการยุติธรรมไทย

