‘ปณิธาน’ ผำปมไทยติดกับดัก ‘โต๊ะเจรจา’ BRN ชี้ข่าวกรอง 10 แท่งไร้เอกภาพ-แนะดึง ‘สิงคโปร์’ ถ่วงดุลมาเลย์  

 

      รายการ “คมชัดลึก” รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคง ได้สะท้อนมุมมองเชิงลึกอย่างรอบด้านต่อสถานการณ์ดับไฟใต้ กระบวนการพูดคุยสันติสุข และรอยแตกร้าวเชิงโครงสร้างของรัฐไทยที่หมักหมมมานานกว่า 22 ปี (นับตั้งแต่มกราคม 2547) ไว้อย่างครอบคลุมในทุกมิติ

      รศ.ดร.ปณิธาน ระบุถึงข้อกังวลกรณีที่ไทยอาจต้องเลื่อนหรือชะลอการขึ้นโต๊ะพูดคุยกับฝ่ายผู้เห็นต่างอย่างกลุ่ม BRN ออกไปว่า ถือเป็นก้าวที่ถูกต้อง เพราะที่ผ่านมาฝ่ายตรงข้ามใช้โต๊ะเจรจาทางการตั้งเงื่อนไขเชิงกดดัน เช่น ให้ไทยถอนกำลังทหาร หรือยื่นเงื่อนไขการมอบอำนาจปกครอง เมื่อไทยไม่ตอบรับ ฝ่าย BRN ก็นำไปสร้างกระแสในระดับนานาชาติว่าไทย “ไม่จริงใจ”

    “อย่าเพิ่งไปขึ้นโต๊ะใหญ่ เพราะขึ้นไปก็เสียเปรียบ เรารับเงื่อนไขเหล่านั้นไม่ได้ ประชาชนไทยก็ไม่เอาด้วย หากฝืนขึ้นไปจะยิ่งเดือดร้อน สิ่งที่เห็นบนโต๊ะเจรจาเปิดเผยเป็นเพียงเรื่องพิธีการ แต่กระบวนการจริงต้องผ่านการคุยเบื้องหลัง หรือ Pre-negotiation”

     รศ.ดร.ปณิธาน เผยว่า ไทยไม่เคยล้มโต๊ะเล็ก โดยใช้วิธีเข้าช่องทางลับไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น บรูไน อินโดนีเซีย รวมถึงหลายประเทศในยุโรป ซึ่งทีมงานหลังบ้านทำงานตลอดเวลาเพื่อสร้างเงื่อนไขใหม่ โดยเฉพาะการหาช่องทางคุยกับ “คนที่มีบทบาทสั่งการกองกำลังติดอาวุธตัวจริง”

     ต่อข้อเสนอเรื่องการจัดทำ “พื้นที่ปลอดภัย” (Safety Zone) นั้น รศ.ดร.ปณิธาน มองว่าในทางปฏิบัติทำได้ยากและไม่เห็นด้วย เนื่องจากขอบเขตพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นกว้างใหญ่เทียบเท่ากับ “ครึ่งหนึ่งของประเทศอิสราเอล”

     ปัญหาตัวชี้วัด หากเกิดเหตุแม้เพียงจุดเดียว เช่น ในอำเภอใดอำเภอหนึ่ง หรือระดับสตูล ก็จะถูกมองว่าพื้นที่ไม่ปลอดภัยทันที

ความเสี่ยงสูญเสียความเชื่อมั่น ทำให้ต้องล้มโต๊ะเจรจากันบ่อยครั้ง เพราะฝ่ายกองกำลังมักกลับมาใช้ความรุนแรงกดดันอยู่เสมอ

ผลกระทบมวลชน จะเกิดการอพยพของประชาชนออกจากพื้นที่ไม่ปลอดภัยเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัย จนสร้างความยุ่งยากซับซ้อนยิ่งขึ้น

     รศ.ดร.ปณิธาน ได้ยกกรณีศึกษาของ นายโจนาธาน พาวเวลล์ (Jonathan Powell) อดีตผู้เจรจาคนสำคัญในวิกฤตไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งเคยมาเยือนไทยและแลกเปลี่ยนแนวคิดเรื่องการเจรจาที่เคยเอาชนะกลุ่มติดอาวุธมาแล้ว

    ในปัจจุบัน นายโจนาธาน ได้ลงนามร่วมกับฝ่ายผู้เห็นต่างและทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้สังเกตการณ์นานาชาติ แม้หลายฝ่ายมองว่าบทบาทขององค์กรนานาชาติอาจมีน้ำหนักเอียงไปยังฝั่ง BRN แต่เชื่อว่าเป้าหมายปลายทางคือต้องการให้เกิดสันติภาพ ทว่าการกดดันให้ไทยถอนกำลังเพียงอย่างเดียวเป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้ลำบาก

 

ส่วนประเด็นที่ไทยชะลอการพูดคุยจะส่งผลกระทบต่อ BRN หรือไม่นั้น มองว่า กระทบไม่มาก แต่อาจเดือดร้อนเรื่องแหล่งเงินทุน (ผู้บริจาค) เนื่องจากผู้บริจาคจะกดดันว่าหากคุมกองกำลังไม่ได้ หรือไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการรักษาสันติภาพ ก็อาจหยุดการสนับสนุน อย่างไรก็ตาม ฝ่าย BRN ก็จะโยนความผิดกลับมาว่าทางการไทยเป็นฝ่ายถอยออกเอง

     เมื่อวิเคราะห์ถึงการดึงประเทศเพื่อนบ้านเข้ามามีบทบาทในกระบวนการสันติภาพ รศ.ดร.ปณิธาน ได้ถอดรหัสความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไว้อย่างลึกซึ้ง

    บทเรียนกรณีไทย-กัมพูชา และช่องว่างของคนกลาง: สถานการณ์เริ่มคล้ายกับไทย-กัมพูชา ที่ใครถอยก่อนจะถูกมองว่าไม่อยากได้สันติภาพ จนเปิดช่องให้ “ประเทศจีน” เสนอตัวเข้ามาเป็นคนกลาง ซึ่งพูดคุยเรื่องนี้มาหลายเดือนแล้ว ดังนั้นกระบวนการภาคใต้ต้องระวังการเปิดช่องให้ต่างชาติเข้ามามีบทบาทเกินกว่าการเป็นเพียง “ผู้อำนวยความสะดวก” (Facilitator)

     อินโดนีเซียมีข้อจำกัด: การเยือนอินโดนีเซียของผู้นำไทยไม่น่าสร้างแรงกดดันต่อมาเลเซียได้มาก เพราะอินโดนีเซียไม่อยากเข้ามาแลกเนื่องจากไม่มีผลประโยชน์โดยตรง เสี่ยงขัดแย้งกับมาเลเซียและบรูไนซึ่งเป็นกลุ่มมุสลิมเดียวกัน (เปรียบเหมือนขอให้ลาวช่วยไทยเรื่องกัมพูชา) แม้อินโดนีเซียจะมีบทเรียนความรู้จากกรณีอาเจะฮ์และติมอร์ก็ตาม

     ‘สิงคโปร์’ คือไพ่เด็ดถ่วงดุลมาเลเซีย: สิงคโปร์กังวลเรื่องภัยลุกลามและการลงทุนในไทย จึงศึกษาปัญหาภาคใต้ลึกซึ้งมาก มีศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย มีระบบเทคโนโลยีคัดกรองบุคคลสองสัญชาติ และระบบไบโอเมตริกซ์ (Biometrics) ที่สมบูรณ์แบบ

     ยุทธศาสตร์คุมช่องแคบชายแดน: โครงสร้างการเมืองมาเลเซียแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ “มาเลเซียตอนเหนือ” (คุมประตูเข้า-ออก/ฐานเสียงท้องถิ่น/ให้ที่พักพิงแกนนำ) กับ “มาเลเซียกัวลาลัมเปอร์” (รัฐบาลกลาง/คุมสันติบาล) ซึ่งสิงคโปร์เป็นประเทศที่มาเลเซียทั้งสองส่วนเกรงใจและไม่ชอบ หากไทยดึงสิงคโปร์เข้ามา จะสร้างสมการความซับซ้อนที่ทำให้ไทยได้เปรียบในการถ่วงดุลทันที

   รศ.ดร.ปณิธาน ชี้ให้เห็นปัญหาระดับโครงสร้างภายในของฝ่ายความมั่นคงไทยอย่างตรงไปตรงมา การจัดกำลังผิดรูปแบบ: รัฐไทยยังปักหมุดการรบแบบเดิมเหมือนสงครามกองโจรขนาดใหญ่ยุคคอมมิวนิสต์ ใช้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เพิ่มกองพลพิเศษ ทหารพราน และอาสาสมัคร ทั้งที่ควรปรับเป็น “กองกำลังรักษาสันติภาพ” ที่มีความอ่อนตัว กลมกลืนกับประชาชน หรือปรับใช้เทคโนโลยี โดรน และนักรบรับจ้างเหมือนต่างประเทศ

    วิกฤตการข่าว 5 – 10 แท่ง (คานกันเอง): ข่าวกรองของไทยแตกกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ ทั้ง บก.ทหารสูงสุด, ทบ., ทร., ทอ., แม่ทัพภาค 4, กอ.รมน., สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ (สศช.) และตำรวจสันติบาล ต่างฝ่ายต่างมีศักดิ์ศรีเท่ากัน ข้อมูลค้านกันเองจนตัดสินใจไม่ได้

    แนวทางแก้ไข: ต้องทำสังคายนาการข่าว สรุปและรับผิดชอบร่วมกันว่าจะใช้ข่าวชิ้นไหนเป็นหลัก หากผิดพลาดต้องจัดการผู้รับผิดชอบ ไม่ใช่ปล่อยให้คานกันไปมาเหมือนที่เป็นอยู่

 

      ในประเด็นการกดดันกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงและการใช้ช่องทางกฎหมาย รศ.ดร.ปณิธาน มีแนวทางวิเคราะห์ ว่า ความซับซ้อนของ BRN: BRN มีโครงสร้างผสมผสาน (Hybrid Warfare) ทั้งปีกการเมือง ปีกมวลชน ปีกวิชาการ ปีกสื่อสารมวลชน และปีกกองกำลังติดอาวุธ โดยอาศัยจุดอ่อนด้านภาษาและโครงสร้างปิดลับของไทยในการทำลายไทยจากภายใน

     การใช้คำพิพากษาศาลฎีกา: ไทยมีคำพิพากษาศาลฎีกา (3 ศาล) ยืนยันว่าการกระทำของกลุ่มติดอาวุธเป็นความผิดฐานก่อการร้าย สามารถนำหลักฐานนี้ไปอธิบายต่อนานาชาติได้โดยง่าย

     การขึ้นบัญชีองค์กรก่อการร้าย: รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจขึ้นบัญชีเฉพาะ “ปีกกองกำลังติดอาวุธ” เป็นกลุ่มก่อการร้าย เพื่อโดดเดี่ยวปีกนี้ออกจากปีกการเมืองและมวลชน เพื่อเปิดทางให้ปีกอื่นเข้าสู่ระบบการเมืองตามกฎหมาย เช่น การตั้งพรรคการเมืองแบบโมเดลไอร์แลนด์เหนือ

     ข้อจำกัดกระทรวงการต่างประเทศ: กระทรวงการต่างประเทศต้องจัดตั้งฝ่ายความมั่นคงกลับมาเหมือนในอดีต เพื่อทำหน้าที่ล็อกบี้ เจรจากับนานาชาติ และผลักดันการขึ้นบัญชีก่อการร้ายในระดับสากล

     ในช่วงท้าย รศ.ดร.ปณิธาน ได้ย้ำถึงหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาในระยะยาว  การกำหนดเงื่อนไขไทย (ไม่ปล่อยให้เลื่อนอย่างไร้จุดหมาย): ไทยต้องประกาศให้ชัดเจนว่า จะกลับไปคุยเมื่อ BRN ปฏิบัติตามเงื่อนไข 1-2-3 เช่น การปลดกำลังทหารแล้วนำตัวจริงที่มีอำนาจสั่งการออกมาเจรจา เพื่อโยนแรงกดดันกลับไปที่ฝ่ายตรงข้าม

    การเดินหน้า 2 ช่องทาง (Dual-track): ต้องใช้ทั้งช่องทางเปิดและช่องทางลับ (Backdoor Channel) ควบคู่กัน การคุยทางลับสร้างความมั่นใจ ส่วนการเปิดเผยต้องทำอย่างระมัดระวัง ไม่ให้เสียเปรียบเหมือนข้อตกลง JCTPP ในอดีต

    การยอมรับความจริงและกระจายอำนาจ: ความขัดแย้ง 22 ปีนับตั้งแต่ปี 2547 (กรือเซะ, ตากใบ จนถึงเหตุระเบิดปั๊มน้ำมันและโรงเรียนในปัจจุบัน) สุ่มเสี่ยงกลายเป็น “สงครามตลอดกาล”

     ความกล้าหาญของรัฐบาลเลือกตั้ง: รัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยและมีเสียงสนับสนุนมากพอ ต้องกล้าตัดสินใจและสื่อสารความจริงกับประชาชนเกี่ยวกับระดับการกระจายอำนาจหรือการบริหารจัดการพื้นที่ (เช่น เรื่องภาษาคู่ขนานหรือเขตปกครองรูปแบบพิเศษ) แม้จะมีแรงกดดันทางการเมืองภายในก็ตาม เพราะหากไม่กล้าตัดสินใจ ปัญหาความรุนแรงก็จะไม่จบสิ้น และต้องแบกรับผลลัพธ์ทางการเมืองในอนาคต