“บิ๊ก จชต.” วอนสังคมมอง “เจตนา” เหนือกว่า “คำพูด” หลังปมดราม่าถ้อยแถลง มทภ.4

      “ผู้บริหารสูงสุดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” เปิดใจเบื้องหลังกระแสร้อน กรณีคำชี้แจงของแม่ทัพภาคที่ 4 ต่อคดีลอบสังหาร “สส.แวยูแฮ” ชี้พลังโซเชียลเปราะบางและรุนแรง ทำคนตีความเพียงเปลือกนอกจนมองข้ามความปรารถนาดี ตัดพ้อหากมุ่งโจมตีตัวบุคคล วันหน้าจะไม่มีใครกล้าพูดความจริง พร้อมวอนยึดหลักประชาธิปไตย ฟังเสียงข้างน้อยแต่ต้องเดินหน้าเพื่อส่วนรวม

   จากกรณีดราม่าร้อนแรงในพื้นที่ภายหลังการแถลงข่าวของ พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 เกี่ยวกับความคืบหน้าคดีคนร้ายลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ (สส.แวยูแฮ) เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ซึ่งมีการพาดพิงถึงความเชื่อมโยงของรถยนต์ในสังกัด กอ.รมน. และอดีตกำลังพล จนนำไปสู่ประเด็นการ “ปิดไมค์” และการตอบโต้อย่างดุเดือดบนโลกออนไลน์ 

     ล่าสุด ผู้บริหารระดับสูงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ออกมาสะท้อนมุมมองต่อสถานการณ์ดังกล่าวด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายแต่แฝงด้วยความกังวล โดยกล่าวถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า

   “โอ้โห… สังคมโซเชียลที่นี่รุนแรงเหลือเกิน ทุกคนต่างคิดต่างเห็นกันได้เต็มที่ ใครมีความเชื่อแบบไหนก็ปักใจแบบนั้น แต่ปัญหาสำคัญคือทุกคนตีความตาม ‘คำพูด’ โดยไม่ดู ‘เจตนา’ ถ้าเรามองลึกลงไปถึงเจตนาที่ซ่อนอยู่ภายใน จะรู้ว่าจริงๆ แล้วไม่มีใครคิดร้ายต่อกันหรอก เราไม่มีใครอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย จะไปโกรธเคืองกันทำไม”

     ผู้บริหารสูงสุดรายนี้ชี้ให้เห็นว่า ปมดราม่าที่เกิดขึ้นเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนบาดแผลทางประวัติศาสตร์ในพื้นที่ที่ยังไม่สนิทดีนัก ทำให้ความหวาดระแวงมีอำนาจเหนือความเข้าใจ

    “สิ่งที่เกิดขึ้นคือตัวอย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์ในอดีตมันฝังลึกจนเกิดความระแวง วันนี้การพัฒนาเศรษฐกิจหรือการศึกษาเพียงอย่างเดียวไม่พอแล้ว โจทย์ใหญ่คือจะทำอย่างไรเพื่อแก้ไข ‘ความไม่เข้าใจ’ และปรับมุมมองที่แตกต่างให้จูนเข้าหากันได้”

     นอกจากประเด็นเรื่องการสื่อสาร เขายังยกตัวอย่างถึงความยากลำบากในการบริหารจัดการพื้นที่ที่มีความเปราะบาง โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาต่างๆ อย่างโจทย์ขัดแย้ง หากโครงการหนึ่งคน 80 เปอร์เซ็นต์ เอา แต่ 20 เปอร์เซ็นต์ ไม่เอา เราจะเดินต่ออย่างไร?

   จุดสมดุล การฟังเสียงส่วนน้อยตามหลักประชาธิปไตยเป็นเรื่องสำคัญ แต่หากทุกเรื่องต้องทำประชามติจนขยับไปไหนไม่ได้ พื้นที่ก็จะย่ำอยู่กับที่อย่างที่เป็นมา

    ในช่วงท้ายของการเปิดใจ ผู้บริหารสูงสุดได้แสดงความกังวลว่า หากบรรยากาศการวิพากษ์วิจารณ์ยังมุ่งเน้นไปที่การ “โจมตีตัวบุคคล” มากกว่าการถกเถียงด้วยเหตุผล ในระยะยาวจะส่งผลเสียต่อความโปร่งใสของระบบราชการ

    “ถ้าเป็นแบบนี้ วันหลังจะไม่มีใครกล้าพูด กล้าแถลง หรือกล้าให้ความเห็นอะไรเลย เพราะพูดไปก็เจ็บตัว ทั้งที่จริงๆ เราควรยอมรับความเห็นที่แตกต่างได้ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ว่ากันตามเนื้อผ้า ไม่ใช่รุมถล่มกัน”

     เขาทิ้งท้ายด้วยการขอให้ทุกฝ่ายลด “ธงในใจ” และลดอคติลง เพื่อร่วมกันหาจุดสมดุลในการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลาย ซึ่งถือเป็นภารกิจที่ท้าทายที่สุดในการสร้างสันติสุขให้กลับคืนสู่ปลายด้ามขวานในนาทีนี้